โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สิงห์ เอสเตท เปิดผลดำเนินงาน ครึ่งปีแรกของปี 2568 กำไรโต 23% โกยรายได้ 6,865 ล้าน รุกเดินหน้าธุรกิจตามแผน

BTimes

อัพเดต 15 ส.ค. 2568 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2568 เวลา 04.15 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (SET:S) ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ ครอบคลุม 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจอาคารสำนักงาน ธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ประกาศผลการดำเนินงาน ในไตรมาส 2 ของปี 2568 มีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 3,500 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ในรอบครึ่งปีแรกอยู่ที่ 6,865 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 1,197 ล้านบาท และรายได้จากการให้เช่าและการให้บริการจำนวน 5,668 ล้านบาท

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ เปิดเผยว่า “ถึงแม้สถานการณ์ตลาดยังคงอยู่ท่ามกลางความท้าทาย แต่จากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสูงและการสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายโครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส พัฒนาการ โครงการบ้านเดี่ยว ระดับ Super Luxury ราคา 80 - 195 ล้านบาท จำนวน 28 ยูนิต รวมถึงโครงการเซนท์เทอร์ พัฒนาการโฮมออฟฟิศ Multi-Use ระดับราคาเริ่มต้นที่ 23.9 ล้านบาท จำนวน 4 ยูนิต รวมมูลค่าทั้ง 2 โครงการกว่า 3,000 ล้านบาท ได้สำเร็จ นอกจากนี้คาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปี จะสามารถปิดการขายโครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส แปลงสุดท้าย และโครงการคอนโด ดิ เอส สุขุมวิท 36 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”

ขณะนี้ สิงห์ เอสเตท มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยพร้อมโอนในทำเลศักยภาพต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท จะเป็นกำลังหลักของยอดขายของปี 2568 และในไตรมาส 3 บริษัทฯ วางแผนเปิดตัว 1 โครงการใหม่อย่างเป็นทางการ คือ โครงการ สริน พรานนก-กาญจนา โครงการที่ต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์ สริน สนนราคาเริ่มต้นที่ 45 – 80 ล้านบาท รวม 81 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 4,200 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนพรานนกตัดใหม่ ในโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทำเลที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคตเพิ่มเติม

นอกจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยแล้ว ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม นักลงทุนจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ยังคงให้ความสนใจในเข้าชมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถบรรลุข้อตกลงการขายที่ดิน 75 ไร่ กับบริษัท Dali Foods Group บริษัทฯ ผลิตและจัดจำหน่าย อาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของจีนที่มีรายได้กว่า 23,000 ล้านหยวนต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ภายใต้แนวคิด นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสำหรับเกษตร อาหาร และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังรับเงินปันผลจากโรงไฟฟ้าที่ร่วมลงทุนกับพันธมิตรเป็นจำนวนกว่า 156 ล้านบาท เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอีกด้วย

ในส่วนของรายได้จากการให้เช่าและการให้บริการที่มีกำลังหลักจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาคารสำนักงาน ก็เป็นกำลังสำคัญในการเสริมศักยภาพฐานะทางการเงินของบริษัทฯให้มีความมั่นคง ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 รายได้จากสองกลุ่มธุรกิจนี้มีจำนวน 5,615 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 82% ของรายได้รวมทั้งหมด

สำหรับธุรกิจโรงแรม ในไตรมาส 2 ของปี 2568 โรงแรมในไทยยังคงมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานรายได้ต่อห้องพักที่ 4,950 บาท เติบโตต่อเนื่องถึง 25% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเป็นผลจากการปรับปรุงห้องพักของ โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ให้มีความทันสมัยและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ให้เข้าพักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในยุโรป โรงแรม Mount Royal Edinburgh by the Unlimited Collection ที่เพิ่งดำเนินการเปลี่ยนแบรนด์แล้วเสร็จ สามารถแสดงผลลัพธ์ได้เป็นที่น่าพอใจตั้งแต่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแรก โดยรายได้ต่อห้องพักในไตรมาส 2 ของปี 2568 เติบโตสูงขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการในทุกอาคารสำนักงาน และปรับสัญญาเช่าให้มีความยืดหยุ่น ทำให้สามารถรักษาระดับอัตราการให้เช่าของสามอาคารหลัก ได้แก่ อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และเอส เมโทรในระดับ 80% ขณะที่อัตราการเช่าของอาคารเอส โอเอซิส ก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุกและการทยอยเข้าใช้งานของผู้เช่ารายใหม่ โดยคาดว่าอัตราการเช่า ณ สิ้นปี 2568 จะสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายที่ 50%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...