CPF กำไร Q2/68 ที่ 10,376.54 ลบ.โต 49.85% ปันผล 1.00 บาท
CPF #ทันหุ้น- บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าไตรมาส 2/68 มีกำไร 10,376.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 6,924.59 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้จากการขายจำนวน 147,595 ล้านบาท ลดลง 1.3% โดยเป็นผลจากการแปลงค่าของงยบการเงินกิจการต่างประเทศ หากไม่นับรวมผลกระทบดังกล่าว รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 5%
โดยรายได้จากการขายแบ่งเป็นส่วนของกิจการต่างประเทศ 62% และกิจการในประเทศไทย 38% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 15.4% ในไตรมาส 2/67 เป็น 19.8% จากปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในการผลิตและการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มงวด รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ภาวะโรคระบาดในสัตว์ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ในภูมิภาคคงตัวอยู่ในระดับสูงจากอุปทานเนื้อสัตว์ในตลาดลดลง
ส่วนได้ในกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้ามีจำนวน 3,587 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% โดยหลักมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) หรือ CPALL และบริษัทร่วมค้าในต่างประเทศ
**ปันผล 1 บาท ขึ้น XD 29 ส.ค.
คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในงวดผลดำเนินงานครึ่งแรกปี 2568 ในอัตราที่ 1.00 บาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 29 ส.ค. วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 1 ก.ย. 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 ก.ย. 2568
**เผยกำไรครึ่งแรกปี 68 โต 134%
CPF รายงานกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2568 จำนวน 18,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
กิจการต่างประเทศซึ่งมียอดขาย 2 ใน 3 มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากการบริหารด้านประสิทธิภาพการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิผล รวมถึงต้นทุนที่ลดลงจากราคากากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับราคาที่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกปีนี้ ซีพีเอฟมียอดขายจำนวน 291,770 ล้านบาท โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานจากการดำเนินธุรกิจและการค้าในต่างประเทศ กิจการต่างประเทศคิดเป็น 62% การส่งออกคิดเป็น 5% และการค้าในประเทศไทยคิดเป็น 33% ของยอดขาย
ซีพีเอฟมีการลงทุนและร่วมลงทุนในอีก 16 ประเทศ และส่งออกสินค้าอาหารในอีกมากกว่า 50 ประเทศ หากพิจารณายอดขายของทุกประเทศในสกุลเงินตราท้องถิ่นแล้ว ยอดขายของบริษัทมีการเติบโตประมาณ 6% จากปีก่อน ในงบการเงินได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ทำให้มีการรายงานยอดขายที่ลดลงประมาณ 1% จากการแปลงค่าเงิน
สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทที่เพิ่มขึ้น 134% จากปีก่อน มาจากราคาเฉลี่ยเนื้อสัตว์ทั้งไก่และสุกรในหลายประเทศอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว เป็นผลจากปริมาณเนื้อสัตว์ในหลายประเทศมีจำนวนน้อยลง จากการเกิดภาวะโรคระบาดในการเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นมากกว่า 40 ประเทศ และโรคอหิวาห์สุกร หรือ ASF ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนั้น ในปีนี้ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ลดลงจากราคากากถั่วเหลืองในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้ง การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิผล ทำให้ในภาพรวมบริษัทมีต้นทุนที่ต่ำลงจากปีก่อน
ซีพีเอฟให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าอาหารคุณภาพปลอดภัย และมีโภชนาการอาหารที่ดีให้กับผู้บริโภค จึงให้ความสำคัญกับการเป็นองค์กรนวัตกรรมรอบด้าน รวมถึงระบบการป้องกันโรคระบาดในการเลี้ยงสัตว์ ทำให้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถบริหารจัดการบริหารความเสี่ยงจากโรคระบาดในการเลี้ยงสัตว์ได้ดี
นายประสิทธิ์ กล่าวถึง ผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงอยู่ในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของภาษีทรัมป์นั้น บริษัทมีการส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐอเมริกาไม่ถึง 0.1% ของยอดขาย โดยบริษัทมีโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว และมีแผนงานที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินงานของกิจการในต่างประเทศของซีพีเอฟ ที่เป็นรูปแบบ localization หรือ ผลิตในประเทศ และจำหน่ายในประเทศนั้นเป็นหลัก
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 1 กันยายน 2568 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 กันยายนนี้