โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจติดหล่ม ‘เอกนิติ’ ชู 5 เสาหลัก ‘กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว’ กู้ GDP 4 เดือน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 21.28 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 13.02 น.

“เอกนิติ” รับเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ "ดิ่งหัวลง" จากปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมและการพึ่งพาการส่งออกสูง วางเป้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยระยะเร่งด่วน 4 เดือนภายใต้กรอบ "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว "ผ่าน5 เสาหลัก 1 ฐานรากการคลัง นำประเทศสู่ The Next New Economy

27 ต.ค. 2568 - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "New Economy" ในงานสัมมนา Thairath Forum 2025: The Next New Economy ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดคือการสร้าง "The Next New Economy" ให้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นเพียง 4 เดือน แม้จะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งแต่ไม่ใช่ไม่มีโอกาส แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องสร้างรากฐานที่ถูกต้องและ Set Direction ที่ชัดเจน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าการเติบโตของประเทศตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาพึ่งพา "บุญเก่า" จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในช่วงปี 1970 - 1980 โดยเฉพาะการพัฒนา อีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รถยนต์ และโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือ สนามบิน มาบตาพุด และแหลมฉบัง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการขยายตัวของเศรษฐกิจและฐานการผลิตในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยกลับชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ และการพัฒนากำลังคน โดยพบว่าอัตราส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงอย่างน่าตกใจ จากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณ 40% ของ GDP ปัจจุบันเหลือเพียง 20% ของ GDP เท่านั้น การไม่ลงทุนใน 'สกิลใหม่ๆ' และการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวไปสู่ The Next New Economy ได้

นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาระยะสั้นที่รุนแรง การที่ไทยหันมาพึ่งพาภาคการผลิตเพื่อส่งออกอย่างเข้มข้นหลังวิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 30-40% เป็นประมาณ 60% การพึ่งพาสูงนี้ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก อาทิ 'ภาษีทรัมป์' และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศที่น่ากังวลคือ

  • สังคมสูงวัย (Aging Society): จำนวนคนทำงานลดลง ขณะที่ภาระด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น
  • หนี้ครัวเรือนสูง (Household Debt): ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจซื้อและการบริโภคภายในประเทศ

ตัวเลขบ่งชี้ภาวะ 'ดิ่งหัวลง'

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะวิกฤต โดยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยโตที่ 3% เนื่องจากการเลื่อนการส่งออกจากปลายปีที่แล้วมาในช่วงต้นปี ทว่าสัญญาณเตือนที่ชัดเจนคือการคาดการณ์การเติบโตในครึ่งปีหลังจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า ครึ่งปีหลัง จะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ขณะที่ไตรมาสที่ 4 จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวที่หนักที่สุด โดยสภาพัฒน์คาดการณ์ว่าจะโตได้เพียง 0.3% เมื่อพิจารณาเป็นรายไตรมาส จะเห็นแนวโน้ม "ดิ่งหัวลง" อย่างชัดเจนคือไตรมาส 1 เติบโต 3.2%, ไตรมาส 2 เติบโต 1.8%, ไตรมาส 3 คาดการณ์เติบโตประมาณ 1.7%, และไตรมาส 4 ต่ำสุดที่ 0.3%

นายเอกนิติเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเป็นเหมือน "รถที่ติดหล่ม" โดยมี "คนขับรถเป็นคนแก่" (สังคมสูงวัย) และ "เครื่องยนต์ก็ยังเป็นเครื่องยนต์เก่า" (ฐานการผลิตเดิม) อุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมีกำลังเผชิญกับอุปทานล้นตลาดโลกจากจีน ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปกำลังถูกแทนที่ด้วย EV อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง "หยุดการดิ่งลงเหว" และรีบดำเนินการภายใน 4 เดือน

“กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”กรอบนโยบาย 5 เสาหลักและ 1 ฐานราก

ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจได้กำหนดกลยุทธ์ Quick Big Win ที่ต้องดำเนินการภายใน 4 เดือน โดยมีหลักการสำคัญคือต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะยับยั้งการชะลอตัว และต้องมีผลลัพธ์ที่ "Win" หรือ "กระจายตัว" สู่ฐานรากเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงมากในประเทศไทย

นโยบายนี้ถูกวางอยู่บน "เฟรมเวิร์ค" หรือกรอบการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวง (พาณิชย์ พลังงาน และการคลัง) คือ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ภายใต้ 5 เสาหลัก และ 1 ฐานรากทางการคลัง ดังนี้:

5 เสาหลักเพื่ออนาคต:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้น: อัดฉีดกำลังซื้อเพื่อประคองเศรษฐกิจและสร้างขวัญกำลังใจ
  • การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน: สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน
  • การสนับสนุน SME: ดูแลสภาพคล่องและเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่ New Economy
  • การออมเพื่อการเกษียณ: สร้างระบบรองรับสังคมสูงวัยเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณ
  • New Economy (การลงทุนแห่งอนาคต): ลงทุนในภาคเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยี

1 ฐานราก:

  • วินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline): ทุกนโยบายจะต้องคำนึงถึงวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยต้องมีความรับผิดชอบ ชี้แจงที่มาของเงินทุน ต้นทุน และผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างตรงไปตรงมา

ถอดมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) 4 อาทิตย์แรก

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เปิดเผยผลการดำเนินงานใน 4 อาทิตย์แรก ที่เน้นการแสดงความรับผิดชอบทางการคลังและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก:

1. การรักษาวินัยทางการคลัง: ใช้เงินงบประมาณคงเหลือจากการใช้จ่ายในปีที่ผ่านมา 1 คืนหนี้ ธ.ก.ส. จำนวนกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง

2. มาตรการอัดฉีดกำลังซื้อฐานราก:

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน): เติมเงิน 1,700 บาท ให้กับผู้ถือบัตรกว่า 13.4 ล้านคน (คาดว่าคือการเพิ่มจากยอดเดิม) เพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
  • คนละครึ่งพลัส: ใช้ระบบเดิมที่มีอยู่แล้วในการลดรายจ่ายประชาชน โดยรัฐสมทบครึ่งหนึ่ง และมุ่งเป้าไปที่ ร้านค้ารายเล็ก ในตลาดเพื่อกระจายรายได้ถึงพ่อค้าแม่ค้าฐานราก
  • เม็ดเงินกระตุ้น: ใช้ งบปีนี้ 25,000 ล้านบาท และ งบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าเมื่อรวมกับการใช้จ่ายของประชาชนจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้ถึง 88,000 ล้านบาท
  • การยกระดับ "Plus": ส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้าใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการขายสินค้า และฝึกอบรมการจัดทำต้นทุนทางการเงินด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ (Financial Inclusion) และเป็นการแก้ปัญหา เงินกู้นอกระบบ ไปพร้อมกัน

3. กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว: เพื่อรับมือกับตัวเลขการท่องเที่ยวที่ติดลบ 8 ถึง 9%

  • มาตรการลดหย่อนภาษี: ให้ ค่าลดหย่อนท่องเที่ยว 20,000 บาท โดยให้สิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า หากมีการใช้จ่ายผ่านบัตรดิจิทัลและท่องเที่ยวใน เมืองรอง
  • การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อท่องเที่ยว: โยกงบประมาณอบรมสัมมนาของ รัฐวิสาหกิจ 3,500 ล้านบาท มาใช้ในช่วง Low Season โดยให้สิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สำหรับการจัดในประเทศ และ 2.5 เท่า หากจัดใน เมืองรอง เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

แก้ปัญหาหนี้ การเงิน และ SME

ในส่วนของการสร้างรากฐานและจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างเร่งด่วน ได้มีการกำหนดมาตรการดังนี้:

  • หนี้สาธารณะและพลังงาน: มีการบริหารจัดการหนี้สะสมในอดีต โดยจะใช้เงินนำส่ง กองทุนฟื้นฟู ที่มีอยู่กว่า 20,000 ล้านบาท เข้าไปซื้อหนี้เสีย/หนี้ที่มีปัญหาผ่านโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ พักต้น เลื่อนดอก โดยมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้ต้องมีวินัยทางการเงินด้วย มาตรการนี้จะช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การสนับสนุน SME: เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SME ที่ถูกกระทบหนัก มีแผนนำเงินกองทุนมาใช้เป็น ค้ำประกัน การปล่อยกู้ เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการผลักดัน "Supply Chain Financing" โดยใช้เทคโนโลยีของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) และ สมาคมธนาคารไทย ผ่านระบบ 'พร้อมบิด' (PromptBid) มูลค่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับนิติบุคคลที่สามารถชำระคืนได้เร็ว
  • BOI และการวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะให้การสนับสนุนเงินทุน 50% สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตตั้งแต่เริ่มโครงการโดยไม่ต้องรอโครงการสิ้นสุด

แผนการออมและ New Economy

สำหรับการสร้างความมั่นคงในระยะยาวสำหรับสังคมสูงวัย มีการวางแผนพัฒนาระบบการออมใหม่:

1. การเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาล: เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถซื้อ พันธบัตรรัฐบาลได้ทุกเดือน โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชาชนมีแหล่งเงินออมที่ปลอดภัย อุ่นใจ และให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

2. นวัตกรรมกองทุนสลาก: ตระหนักถึงพฤติกรรมการเล่นสลากกินแบ่งของคนไทย จึงใช้เงิน ค่าบริหารจัดการสลาก บางส่วนหักมาสะสมเป็น เงินออม จนถึงอายุ 55 ปี แม้จะถูกรางวัลหรือไม่ถูกรางวัลก็ตาม หากเกิดภาวะฉุกเฉินสามารถใช้กองทุนนี้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ โดยกองทุนนี้จะถูกนำไปลงทุนใน ตลาดทุนที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดทุนมีการขยายตัว และเป็นอีกกลไกในการสร้างหลักประกันยามเกษียณ

ในส่วนของ New Economy หรือการลงทุนเพื่ออนาคตนั้น รัฐบาลมุ่งเน้นที่การ Reskill ทักษะแรงงานเป็นหลัก คือ

  • Reskill แรงงานฐานราก: ผ่านกลไกของ คนละครึ่งพลัส
  • Reskill แรงงานระดับบน: ใช้ กองทุนมูลค่าหมื่นล้านบาท ร่วมกับ BOI และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสร้าง Standard ทักษะที่บริษัทต่างชาติที่ได้รับสิทธิ BOI ต้องการ โดยมีเป้าหมาย 100,000 คน ใน Sector แห่งอนาคต เช่น Wellness และ EV ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนด Standard และรับแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมเข้าทำงาน

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการลงทุนใน พลังงานสะอาด รัฐบาลจะส่งเสริมกลไก Direct PPA (Power Purchase Agreement) และโครงการ Floating Solar พร้อมใช้เงินทุนจาก Thailand Future Fund ซึ่งเป็นการระดมทุนที่ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

“Fast Track” 3 แสนล้านบาท แก้ปัญหาคอขวดลงทุน

มาตรการเร่งด่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการใช้โครงการ Fast Track สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิน “พันล้านบาท” จำนวน 74 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนรวม 300,000 ล้านบาท

โครงการนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหา "เพนพอยต์" หรือปัญหาคอขวดที่ทำให้การลงทุนล่าช้า โดยจะใช้ พรบ. อำนวยความสะดวก เป็นกลไกหลักในการทำงานเชิงรุก เพื่อเร่งรัดกระบวนการที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้าน ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) การขอ อนุญาตด้านพลังงาน/ไฟฟ้า และการจัดหา ทักษะแรงงานเฉพาะทาง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน The Next New Economy ของประเทศไทยให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...