นักลงทุนทั่วโลก เทน้ำหนัก “หุ้นมูลค่า” นอกสหรัฐ หลังมูลค่าตลาดอเมริกาแพง
นักลงทุนทั่วโลก เทน้ำหนัก “หุ้นมูลค่า-หุ้นขนาดเล็กในต่างประเทศ" นอกสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลต่อมูลค่าหุ้นอเมริกันที่พุ่งสูง กองทุนหุ้นเติบโตถูกขายหนักสุดในรอบปี
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 03.07 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่านักลงทุนทั่วโลกหันมาลงทุนในหุ้นมูลค่า (Value Stocks) นอกสหรัฐมากขึ้น ตามรายงานของผู้จัดการกองทุนหลายราย เนื่องจากการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และการคาดการณ์กระแสเงินสดที่อ่อนแอลง ทำให้ตลาดหุ้นอเมริกันซึ่งยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ ดูไม่น่าดึงดูดเท่าที่เคย
ข้อมูลจากบริษัท LSEG ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นักลงทุนได้ถอนเงินรวมกว่า 152,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกจากกองทุนหุ้นเติบโต (growth funds) ของสหรัฐ ซึ่งเท่ากับยอดการไหลออกทั้งหมดของทั้งปี 2567 แล้ว แม้ดัชนี S&P 500 จะยังคงพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่
ผู้จัดการสินทรัพย์ที่บริหารเงินรวมกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดเผยกับเวที Reuters Global Markets Forum ว่านักลงทุนคาดว่าหุ้นมูลค่าและหุ้นขนาดเล็กนอกสหรัฐ จะได้อานิสงส์จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของประเทศต่าง ๆ มาตรการกระตุ้นทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับถูกเมื่อเทียบกับสหรัฐ
นอกสหรัฐ ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นขนาดเล็กและหุ้นแวลูดูโดดเด่นขึ้น ทั้งในแง่ของกำไร อัตรากำไรขั้นต้น และผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งยังคงไม่ถูกประเมินมูลค่าอย่างเต็มที่
เซบาสเตียง เพจ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ทั่วโลกและที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัท T. Rowe Price ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า 1.73 ล้านล้านดอลลาร์ กล่าวกับรอยเตอร์ว่า“จากมุมมองด้านมูลค่า เรามองว่าหุ้นแวลูนอกสหรัฐฯ น่าสนใจที่สุด จึงถือเป็นการปรับพอร์ตตามปัจจัย (factor tilt)”
หุ้นมูลค่ามักดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการ ความมั่นคงและรายได้ต่อเนื่อง เพราะราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำ มักจ่ายเงินปันผล และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีเสถียรภาพ เช่น การเงิน อุตสาหกรรม และพลังงาน ตรงกันข้ามหุ้นเติบโต (growth stocks) เช่น กลุ่ม Magnificent Seven และบริษัทเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเป็นแรงหนุนหลักของ S&P 500 มักมีมูลค่าสูง ไม่ค่อยจ่ายเงินปันผล และดึงดูดนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนระยะสั้นเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาว
ข้อมูลของ MSCI ชี้ว่าช่องว่างระหว่างหุ้นแวลูและหุ้นเติบโตในดัชนี MSCI Europe, Australasia และ Far East (EAFE) กำลังเอนเอียงไปทางหุ้นแวลู ซึ่งทำผลงานได้เหนือกว่าอย่างต่อเนื่อง โดยระดับดัชนีแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
“ดัชนี EAFE Value โดยเฉพาะเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีนี้ ขณะเดียวกันหากเทียบตามมาตรฐานในอดีต มูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังถือว่าถูกอยู่”
แนวโน้มของหุ้นแวลูและหุ้นเติบโตแตกต่างกันตามภูมิภาค หุ้นเติบโตมักนำในสหรัฐ ส่วนหุ้นแวลูมักโดดเด่นในตลาดต่างประเทศ จอห์น โอทูล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนพหุสินทรัพย์ของ Amundi กล่าวว่า“เมื่อปลายปีที่แล้ว เราเริ่มกระจายพอร์ตออกจากหุ้นสหรัฐไปยังยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่”
พร้อมย้ำว่าไม่ได้ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐลง แต่ในเชิงมูลค่าระยะยาว “มีเหตุผลชัดเจนที่ควรกระจายความเสี่ยงเพื่อเปิดรับปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนอื่น ๆ”
แม้จะมีเงินไหลออกจำนวนมาก แต่กองทุนหุ้นเติบโตของสหรัฐก็ยังทำผลงานได้ดีกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีและสื่อสารที่ได้รับแรงหนุนจาก AI และโครงการซื้อหุ้นคืน (buybacks) ข้อมูลของ MSCI ยังชี้ว่าช่องว่างระหว่างหุ้นเติบโตและแวลูในดัชนี MSCI USA ยังคงชี้ให้เห็นว่าหุ้นเติบโตยังคงเหนือกว่า
แกรี ตัน ผู้จัดการพอร์ตของ Allspring Global Investments กล่าวปิดท้ายว่า “ในระยะสั้น บริษัทต่าง ๆ ยังมีทางเลือกจำกัดในการป้องกันความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐมากเกินไป เพราะการลงทุนด้าน AI ของสหรัฐยังคงมีขนาดใหญ่กว่าทั่วโลกอย่างมหาศาล”
อ้างอิง : reuters.com