โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำความรู้จัก “ตราสารหนี้” “พันธบัตร” vs “หุ้นกู้” เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์

Wealthy Thai

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ก.ย 2568 เวลา 02.54 น.

เมื่อนึกถึงการลงทุน หลายคนอาจคุ้นชินกับการลงทุนในหุ้น, น้ำมัน, ทองคำ เป็นหลัก แต่ในความจริงแล้วยังมีการลงทุนอีกประเภทที่สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้เพื่อสร้างสมดุลในพอร์ต และลดความเสี่ยงจากการลงทุน นั่นคือ “ตราสารหนี้” หรือที่มักจะได้ยินจนคุ้นหูว่า “Bond”
โดย “ตราสารหนี้” เปรียบเสมือน “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่ผู้ลงทุนนำเงินไปให้รัฐบาลหรือบริษัทผู้ออกตราสารกู้ไปใช้ และได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน พร้อมคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด ต่างจากหุ้นที่ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและราคาตลาด จึงอาจสรุปให้เห็นภาพได้แบบสั้น ๆ ว่า “ตราสารหนี้” มีความชัดเจนกว่าหุ้นในเรื่องของผลตอบแทนและกำหนดเวลา

อธิบายตราสารหนี้แบบเห็นภาพ

“ตราสารหนี้” คือเอกสารที่ระบุว่า “ผู้กู้” ต้องจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้ “ผู้ให้กู้” ภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • ผู้ให้กู้ = นักลงทุน

  • ผู้กู้ = รัฐบาล หรือบริษัทเอกชน

แม้การลงทุนในตราสารหนี้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนหุ้น แต่ให้ความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากกว่า จึงเหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดคงที่หรือต้องการลงทุนแบบไม่เสี่ยงมากเกินไป
โดยตราสารหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ “พันธบัตร” ซึ่งออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมเงินทุนมาพัฒนาประเทศ และ “หุ้นกู้” ที่ออกโดยบริษัทเอกชน

พันธบัตร (Government Bond)

“พันธบัตร”ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง รัฐวิสาหกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของประเทศ

จุดเด่นของพันธบัตร

  • ความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากออกโดยรัฐบาล หรือมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ค้ำประกัน

  • มีความน่าเชื่อถือสูง มีความปลอดภัยและมั่นคง โอกาสที่จะไม่ชำระหนี้ต่ำมาก

  • ผลตอบแทนคงที่ สามารถวางแผนทางการเงินระยะยาวได้ และสามารถรักษาเงินต้นเอาไว้ได้ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

หุ้นกู้ (Corporate Bond)

“หุ้นกู้” ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการ เช่น ขยายโรงงาน ลงทุนโครงการใหม่ หรือเสริมสภาพคล่อง

จุดเด่นของหุ้นกู้

  • ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาล

  • สร้างรายได้ประจำที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

  • เสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น

  • สามารถซื้อขายและเปลี่ยนมือได้ ไม่ต้องรอให้ครบกำหนด

เนื่องจากหุ้นกู้มีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตร นักลงทุนจึงควรตรวจสอบเครดิตเรตติ้งของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ให้ดีเสียก่อน รวมถึงการสำรวจฐานะการเงินเพื่อดูว่ามีความมั่นคงเพียงใดก่อนตัดสินใจลงทุน

“พันธบัตร” vs “หุ้นกู้” เลือกอย่างไรให้เหมาะ?

เมื่อทำความเข้าใจกับตราสารหนี้ทั้ง 2 ประเภทแล้ว อาจเกิดคำถามที่ตามมาว่าแล้วควรเลือกลงทุนในรูปแบบใดมากกว่ากัน ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพ Wealthy Thai จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

  • พันธบัตร :ความมั่นคงสูง ผลตอบแทนไม่หวือหวา

  • หุ้นกู้ :ผลตอบแทนมากกว่า แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น “พันธบัตร” จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบความมั่นคงและสม่ำเสมอ ต้องการกระแสเงินสดคงที่ และไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวนมากนัก แม้ว่าดอกเบี้ยอาจไม่สูง แต่มั่นใจได้ว่าเงินต้นมีความปลอดภัยแน่นอน ส่วน “หุ้นกู้” เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น ต้องการผลตอบแทนสูงกว่า พร้อมยอมแลกกับความเสี่ยงบางส่วน เช่น บริษัทอาจผิดนัดจ่ายดอกเบี้ย หรือเครดิตมีความผันผวน
สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกการลงทุนในรูปแบบใด การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ และสำหรับการจัดพอร์ตลงทุน นักวางแผนการเงินมักแนะนำให้มีทั้ง “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” ผสมผสานกับสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อสร้างสมดุลทั้งการสร้างรายได้ประจำและโอกาสในการเติบโต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...