คนไทย 59% ชี้ “การเมือง” ไร้เสถียรภาพ หวั่นทุบเศรษฐกิจ “ทรุด”
วันนี้ (8 ต.ค.68) นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.68 กลุ่มตัวอย่าง 2,242 คน ตอบแบบสำรวจดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเดือน ก.ย.68 พบว่าดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
โดยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.5 เทียบกับระดับที่ 42.1 ในเดือนส.ค.68 ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าการเมืองไทยยังไม่ค่อยมีเสถียรภาพในมุมมองของผู้บริโภค
ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับแย่ (ขาดเสถียรภาพ) 59.0% ปานกลาง 35.5% และดี (มีเสถียรภาพ) 5.5%
ขณะที่เดือน ส.ค. กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับแย่ (ขาดเสถียรภาพ) 62.8% ปานกลาง 32.3% และดี (มีเสถียรภาพ) 4.9% โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าการเมืองไทยยังไม่ค่อยมีเสถียรภาพในมุมมองของผู้บริโภค
สำหรับการคาดหวังในสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3 เดือนข้างหน้านั้น กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก โดยเห็นว่าในอนาคตสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับดี (มีปัญหาน้อย) 5.3% ปานกลาง 38.1% และแย่ (มีปัญหามาก) 56.6%
ทั้งนี้ ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน โดยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.7 เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนสิงหาคม ที่อยู่ที่ระดับ 45.5 การที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตปรับตัวห่างจากระดับ 100 แสดงว่าสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยยังไม่มีเสถียรภาพมากนัก
นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ฉายภาพ “ฉากทัศน์ทางการเมือง” หากประเทศไทยได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก ซึ่งแต่ละแบบมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเสถียรภาพ (กรณีฐาน)
ด้านการเมืองต้องอาศัยเสียง 146 เสียงจากฝ่ายค้านบางส่วนร่วมสนับสนุน เพื่อให้การบริหารงานไม่สะดุด
ความไม่แน่นอนทางการเมือง “ต่ำสุด” และสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่องได้ราว 4 เดือน
ในด้านเศรษฐกิจ คาดว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนทยอยฟื้น โดยเฉพาะในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งผลให้ GDP ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว เพิ่มขึ้นราว +0.44% หรือคิดเป็นมูลค่า กว่า 81,860 ล้านบาท
2. รัฐบาลเสียงข้างน้อยอายุสั้น
ด้านการเมืองเกิดจากความไม่แน่นอนและแรงต้านในสภา ทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน (ราว 2–3 เดือน)
บรรยากาศทางการเมือง “ปานกลางถึงสูง” ทำให้นักลงทุนและผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โครงการลงทุนภาครัฐเดินหน้าได้จำกัด
ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดว่า GDP หดตัวราว –0.31% ถึง –0.75% หรือมูลค่าความเสียหายกว่า 56,851 ล้านบาท
3. รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพ
เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากรัฐบาลขาดความร่วมมือจากหลายพรรคและเผชิญแรงกดดันทางการเมืองสูง
เกิดภาวะ “ชะงักงันทางนโยบาย” ขัดแย้งในสภาบ่อยครั้ง การลงทุนภาคเอกชนและต่างชาติ (FDI) หดตัวรุนแรง เศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่อง โดย GDP ปี 2568 อาจหดตัว –0.46% ถึง –0.90% หรือมูลค่าความเสียหายกว่า 85,075 ล้านบาท
ภาพรวมเศรษฐกิจ แม้กรณีฐานจะยังพอมีเสถียรภาพและผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่สองกรณีหลังถือว่าเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” ที่จะกระทบต่อการฟื้นตัวของประเทศในปี 2568 ทั้งในแง่ความเชื่อมั่นนักลงทุนและรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะหากการเมืองยืดเยื้อหรือเกิดการเลือกตั้งใหม่