โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทย 59% ชี้ “การเมือง” ไร้เสถียรภาพ หวั่นทุบเศรษฐกิจ “ทรุด”

อีจัน

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 13.57 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 06.56 น. • อีจัน

วันนี้ (8 ต.ค.68) นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.68 กลุ่มตัวอย่าง 2,242 คน ตอบแบบสำรวจดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเดือน ก.ย.68 พบว่าดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

โดยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.5 เทียบกับระดับที่ 42.1 ในเดือนส.ค.68 ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าการเมืองไทยยังไม่ค่อยมีเสถียรภาพในมุมมองของผู้บริโภค

ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับแย่ (ขาดเสถียรภาพ) 59.0% ปานกลาง 35.5% และดี (มีเสถียรภาพ) 5.5%

ขณะที่เดือน ส.ค. กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับแย่ (ขาดเสถียรภาพ) 62.8% ปานกลาง 32.3% และดี (มีเสถียรภาพ) 4.9% โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าการเมืองไทยยังไม่ค่อยมีเสถียรภาพในมุมมองของผู้บริโภค

สำหรับการคาดหวังในสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3 เดือนข้างหน้านั้น กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก โดยเห็นว่าในอนาคตสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับดี (มีปัญหาน้อย) 5.3% ปานกลาง 38.1% และแย่ (มีปัญหามาก) 56.6%

ทั้งนี้ ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน โดยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.7 เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนสิงหาคม ที่อยู่ที่ระดับ 45.5 การที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตปรับตัวห่างจากระดับ 100 แสดงว่าสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยยังไม่มีเสถียรภาพมากนัก

นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ฉายภาพ “ฉากทัศน์ทางการเมือง” หากประเทศไทยได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก ซึ่งแต่ละแบบมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) แตกต่างกันอย่างชัดเจน

1. รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเสถียรภาพ (กรณีฐาน)

ด้านการเมืองต้องอาศัยเสียง 146 เสียงจากฝ่ายค้านบางส่วนร่วมสนับสนุน เพื่อให้การบริหารงานไม่สะดุด

ความไม่แน่นอนทางการเมือง “ต่ำสุด” และสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่องได้ราว 4 เดือน

ในด้านเศรษฐกิจ คาดว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนทยอยฟื้น โดยเฉพาะในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งผลให้ GDP ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว เพิ่มขึ้นราว +0.44% หรือคิดเป็นมูลค่า กว่า 81,860 ล้านบาท

2. รัฐบาลเสียงข้างน้อยอายุสั้น

ด้านการเมืองเกิดจากความไม่แน่นอนและแรงต้านในสภา ทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน (ราว 2–3 เดือน)

บรรยากาศทางการเมือง “ปานกลางถึงสูง” ทำให้นักลงทุนและผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โครงการลงทุนภาครัฐเดินหน้าได้จำกัด

ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดว่า GDP หดตัวราว –0.31% ถึง –0.75% หรือมูลค่าความเสียหายกว่า 56,851 ล้านบาท

3. รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพ

เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากรัฐบาลขาดความร่วมมือจากหลายพรรคและเผชิญแรงกดดันทางการเมืองสูง

เกิดภาวะ “ชะงักงันทางนโยบาย” ขัดแย้งในสภาบ่อยครั้ง การลงทุนภาคเอกชนและต่างชาติ (FDI) หดตัวรุนแรง เศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่อง โดย GDP ปี 2568 อาจหดตัว –0.46% ถึง –0.90% หรือมูลค่าความเสียหายกว่า 85,075 ล้านบาท

ภาพรวมเศรษฐกิจ แม้กรณีฐานจะยังพอมีเสถียรภาพและผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่สองกรณีหลังถือว่าเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” ที่จะกระทบต่อการฟื้นตัวของประเทศในปี 2568 ทั้งในแง่ความเชื่อมั่นนักลงทุนและรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะหากการเมืองยืดเยื้อหรือเกิดการเลือกตั้งใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...