โมเดลยั่งยืน ‘การบินไทย’ เดิน 3 หลักทั้งมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม
หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 The TURNING POINT # ตีแตก Sustainability งานนี้ “ทวิโรจน์ ทรงกำพล” ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ “ถอดโมเดลธุรกิจยั่งยืน” (ช่วงที่ 2) ในส่วนของการบินไทยว่า ความท้าทายของธุรกิจการบินกับเรื่อง Sustainability คือ ที่ผ่านมา 5 ปีการบินไทยไม่มีตังค์
โชคดีที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทำให้มีเวลาคิด มีสติในการทบทวนว่า 60 ปีก่อนหน้านั้นเราทำอะไร ผิดพลาดมาอย่างไร กว่าที่จะมาตั้งไข่ได้และมีความชัดเจนมากขึ้น ก็เป็นช่วงที่เริ่มฟื้นฟูไปแล้วประมาณ 2 ปี
เดินทีละก้าว กินข้าวทีละมื้อ
“ทวิโรจน์” บอกว่า ทุกองค์กรถ้าใครอยากเริ่มทำ ไม่ว่าจะองค์กรไหนก็แล้วแต่ ส่วนตัวมองว่าควร “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละมื้อ” ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป อะไรที่ใกล้ตัวเราทำได้ทำเลย อย่าง “การบินไทย” ช่วงฟื้นฟูใช้เวลาไปทั้งหมด 5 ปี ในช่วง 2 ปีแรกก็ยังงง ๆ กันอยู่ บวกกับเป็นช่วงนั้นมีโควิด หารายได้ไม่ได้ ไม่มีตังค์เลย คนไม่เดินทาง แต่ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาในช่วง 3 ปีหลัง
“เราโชคดีที่คนที่ยังอยู่กับเราทุกคนมีความจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหา อย่างเรื่อง Sustainability ในองค์กร จริง ๆ แล้วผมไม่ได้คิด ผู้บริหารหลายคนไม่ได้คิด พนักงานต่างหากที่มาเคาะประตูเราว่า สมมุติเราจะกลับมาอีกครั้งมันไม่ใช่เรื่องของคอมเมอร์เชียล ไม่เรื่องของไฟแนนเชียลแล้ว มองไปไกล ๆ ข้างหน้าเราจะเดินอย่างไรให้ยั่งยืน”
ทุกธุรกิจ “คน” สำคัญที่สุด
พร้อมบอกว่า สิ่งสำคัญที่อยากย้ำ คือ “คน” สำหรับองค์กรการบินไทย หลายท่านทราบว่า เราลดขนาดองค์กร โดยก่อนจะฟื้นฟูกิจการ เรามีบุคลากรเป็นพนักงานประจำอยู่ประมาณ 30,000 คน ไปเทียบกับสายการบินชั้นนำของโลก เทียบจำนวนอาจจะไม่ได้ตรง ๆ แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนว่า พนักงาน 1 คนทำรายได้เท่าไหร่ เราสู้เขาไม่ได้ แต่หลังจากโควิด เราลดพนักงานลงไปครึ่งหนึ่ง วันที่เข้าแผนฟื้นฟูกิจการ เรามีพนักงาน 14,900 คน
ต้องยอมรับว่าคน 14,900 คน ที่เหลืออยู่กับองค์กร เราก็โชคดีที่มีเขา ขณะเดียวกันคนที่ออกจากองค์กรไป 15,000 คน เราก็โชคดีที่มีเขา เพราะวันนั้นเขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายเสียสละ เดินจากองค์กรเพื่อทำให้องค์กรอยู่รอด
“ผมเรียนตรง ๆ ครับ คน สำคัญที่สุด ทุกธุรกิจเหมือนกันหมด”
3 หลักการบริหาร “ความยั่งยืน”
“ทวิโรจน์” บอกอีกว่า การบินไทยอยู่ในธุรกิจขนส่ง การขนส่งทางอากาศปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของทุก ๆ อุตสาหกรรมรวมกัน 3% นี้ เราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งจากการพูดคุยกันในองค์กร เราสรุปแนวทางหลักการที่จะบริหารจัดการเรื่องความยั่งยืน (Sustainable Development Strategic Framework) ออกเป็น 3 แนวทาง
แนวทางแรก คือ From Plane to Planet พูดง่าย ๆ คือ อะไรก็ตามที่เราใช้บนเครื่องบิน ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง เราเอามาฟื้นฟู เอามาชุบชีวิตเขาใหม่ได้ เราก็ทำ ยกตัวอย่าง เช่น ผ้าหุ้มเบาะ ปัจจุบันเราเอาผ้าหุ้มเบาะที่หมดสภาพแล้ว มายกระดับเป็นปลอกหมอน ปลอกหมอนอิง ปลอกบีนแบ็ก (Bean Bag) และออกจำหน่าย และแน่นอนว่าปลายทางธุรกิจก็อยากมีกำไร แต่ว่าต้นทางเราไม่ได้คิดว่าจะมีกำไรทันที เพราะเราไม่ได้ผลิตปลอกหมอนเอง ไม่ได้ไปจ้างบริษัทใหญ่ทำ สิ่งที่เราทำคือ ไปคุยกับพ่ออุ้ย แม่อุ้ยในต่างจังหวัด ไปคุยกับชุมชน และให้เขาเป็นคนผลิตให้
แนวทางที่ 2 From Waste to Wealth คือ การเปลี่ยนขยะให้เป็นความมั่งคั่ง พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่ความมั่งคั่งของ “การบินไทย” ฝ่ายเดียว แต่เป็นความมั่งคั่งของชุมชน เพราะทำงานกับชุมชนหลายชุมชน หรือแม้กระทั่งเรื่องซัพพลายเชนต่าง ๆ วันนี้ อาหาร เครื่องดื่ม ที่ให้บริการบนเครื่องบินหลายรายการก็ทำงานร่วมกับแบรนด์ไทย และก็จะมีแบรนด์ใหม่ ๆ ร้านใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ
โดยแบรนด์ที่เป็นพาร์ตเนอร์ใหญ่ เช่น ดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง วันนี้การบินไทยน่าจะเป็นผู้ซื้อกาแฟรายใหญ่ของโครงการดอยตุง รวมประมาณ 25-30% เริ่มต้นจากให้บริการบนบิสซิเนสคลาส โดยเสิร์ฟกาแฟที่เรียกว่า Black Sill Blend เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับดอยตุง ปัจจุบันก็ให้บริการไปถึงชั้นประหยัด (Economy Class) ด้วย
เรียกว่าทั้งลำ “การบินไทย” ให้บริการด้วยกาแฟดอยตุง และล่าสุดก็ได้ขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอีก เรามีร้านกาแฟชื่อ “พัฟแอนด์พาย” (Puff & Pie) ตอนนี้ก็ใช้กาแฟของดอยตุงแล้วเช่นกัน
แนวทางสุดท้าย เป็น Culture เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ From Purple to Purpose ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่า สีประจำองค์กร “การบินไทย” เป็นสีม่วง ฉะนั้นต้องให้คล้องจองกัน ทุกอย่างที่เราทำจะต้องมีจุดหมาย มีเป้าประสงค์เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต
มุ่งทั้งมิติ “สิ่งแวดล้อม-สังคม”
“ทวิโรจน์” บอกอีกว่า จริง ๆ เราทำอีกหลายจุดหมาย อย่างในมิติของสิ่งแวดล้อมมี 3 เครื่อง คือ เครื่องยนต์ เครื่องบิน เครื่องแบบ ในส่วนของเครื่องบินแน่นอนเราจัดหาฝูงบินใหม่ วันนี้ยังมาไม่ถึง แต่ว่าเครื่องบินใหม่จะเริ่มเข้าฝูงบินในปี 2070 ในช่วงที่ผ่านมาเราก็พยายามจัดหาเครื่องบินมารองรับในระหว่างที่ฝูงบินใหม่ยังไม่มา ก็ล้วนเป็นเครื่องบิน และเครื่องยนต์ เทคโนโลยีใหม่ ประหยัดน้ำมัน ประหยัดพลังงาน
ส่วนเครื่องแบบ ปัจจุบันเครื่องแบบของพนักงาน เราก็เอาเครื่องแบบเก่าที่ไม่ใช้แล้ว หรือพี่ ๆ ที่ลาออกไป เขาก็ส่งต่อเครื่องแบบให้น้อง ๆ เราก็เอาไปผ่านกระบวนการ Reprocess เครื่องแบบที่เราเห็นว่าเป็นผ้าไหมนั้น ปัจจุบันเป็นผ้าใหมรีไซเคิล ผสมกับขวด PET รวมถึงชุด Amenity Kit ของที่ระลึกผู้โดยสารในชั้นบิสซิเนสคลาส เฟิรสต์คลาส วันนี้แพ็กเกจจิ้งก็ทำจากวัสดุรีไซเคิล เช่นเดียวกับของที่อยู่ข้างใน
หรือรถที่ใช้ในลานจอด เราก็กำลังเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า วันนี้น่าจะเปลี่ยนไปได้ประมาณ 40% แล้ว ปลายทางเป้าหมายคือต้องการเปลี่ยนให้เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด และรถที่ใช้ในการรับ-ส่งพนักงาน (ไปสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร) ปัจจุบันก็ใช้รถไฟฟ้าแล้วเช่นกัน
ในส่วนของ Social เราก็ไปทำงานกับชุมชนในต่างจังหวัด และก็มีแผนในการพัฒนา ส่งต่อ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา หลายท่านอาจเห็นโฆษณาเราไปรับซื้อปลากะพง ในอนาคตเราคงไม่ซื้ออย่างเดียว แต่จะแสวงหาชุมชนให้มาเป็นคู่ค้า มาเป็นพันธมิตร ช่วยเขาในเรื่องทุน โนว์ฮาวในการพัฒนาผลผลิตให้เป็น Green Framing ซึ่งมีการพูดคุยกับสถานศึกษาหลายแห่งแล้วในการเข้าไปช่วยดูแลชุมชนตรงนั้น
ก้าวสู่พี่ใหญ่ใน “อาเซียน”
“ทวิโรจน์” ยังบอกอีกว่า ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย “การบินไทย” เราก็พยายามเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนด้วย โดยมีเวทีที่เรียกว่า “ASEAN Airlines Meeting” หรือ AAM (การประชุมของสายการบินในภูมิภาคอาเซียน) ประชุมร่วมกันทุก 6 เดือน โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การบินไทยก็เสนอจัดตั้ง ASEAN Airlines Sustainability Working Group โดยมีวัตถุประสงค์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาและขยายโอกาสให้กับทั้งสายการบิน และภาครัฐและเอกชนในภูมิภาคอาเซียน
“จริง ๆ ในตลาดมีโอกาสเยอะมาก วันนี้ทุกคนถูกชักชวนให้เติมน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel ตัวย่อว่า SAF ปัญหาคือ ไม่พอใช้”
พร้อมบอกว่า วันนี้สามารถผลิตได้แค่ประมาณ 1% ของความต้องการทั้งโลก สาเหตุคือมีข้อจำกัดจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย จะผลิต SAF ได้ คุณต้องผลิตจาก 1 2 3 ฯลฯ ผลิตจากปาล์มระดับโลกไม่ยอมรับ บอกว่าทำลายป่า แต่ถ้าเราผลักดันร่วมกันให้ผลิตจากปาล์มได้ ก็จะมีโอกาสทำให้ปาล์มเป็นที่ยอมรับ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของ Sustainability เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย
ย้ำไม่กลับไปในจุดที่เคยเป็นอีกแล้ว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมา องค์กรการบินไทยถูกจับตามาตลอดในเรื่อง Governance หรือธรรมาภิบาล วันนี้ยังต้องห่วงเรื่องนี้อยู่ไหม “ทวิโรจน์” บอกว่า วันนี้ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก พูดตรง ๆ ว่า ตอนที่ฟื้นฟูกิจการ เรานั่งคุยกันว่าทำไมคนไทยไม่รักเราเลย สังเกตจากกระแส (Feedback) ในโซเชียลมีเดีย
“ผมอยู่การบินไทยปีนี้เป็นปีที่ 21 เราฟื้นฟู 5 ปี ก่อนหน้านั้น 16 ปี ผมได้โบนัสปีแรกที่เข้าทำงานปีแรกปีเดียว ถ้าอ่านในโซเชียลเขาจะบอกว่าเราขาดทุนบานตะไท สิ้นปีพนักงานรับโบนัส 3-4 เดือนฉ่ำเลย บางคนใจร้ายคอมเมนต์บูลลี่ถึงแอร์โอสเตส ฯลฯ”
ประเด็นพวกนี้ชวนให้คิดว่า เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความเข้าใจ และให้กำลังใจพวกเรา
“ผมเรียนว่า 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งคนที่จากองค์กรไปและคนที่อยู่ในองค์กร ต้องยอมรับว่าเราเจ็บปวดกันจริง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น เงินเดือน ช่วง 2 ปีแรกเราลดเงินเดือนกันตั้งแต่ 30% ถึง 60% เราเจ็บปวด ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน เราถูกมองว่าพนักงานไปเที่ยวส่วนตัวก็ได้นั่งบิสซิเนสคลาส เฟิรสต์คลาส มีตั๋วฟรี แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนี้”
พร้อมอธิบายว่า “ในอดีตถ้าผู้บริหารไปเที่ยวอาจมีสิทธิที่มากกว่าพนักงานทั่วไปเล็กน้อย แต่ปัจจุบันหลังฟื้นฟู พวกเราหักดิบ วันนี้พนักงานทั้งหมดประมาณ 17,000 คน เวลาเดินทางสิทธิเท่ากันหมด เพียงแต่จะได้ขึ้นก่อน ขึ้นหลังเท่านั้น ผู้บริหารที่เดินทางส่วนตัวจะไม่มีใครได้รับการปรับชั้นโดยสาร
นี่คือตัวอย่าง จริง ๆ มันมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องเผชิญ”
สายการบินที่คนในชาติภาคภูมิใจ
พร้อมย้ำว่า วันนี้ 17,000 คนที่ฝ่าวิกฤตกันมา ไม่มีใครอยากให้องค์กรกลับไปในจุดที่เคยเป็นอีกแล้ว
“เราอยากให้คนไทยรักเรา อยากให้คนไทยให้กำลังใจเรา ก็เลยเป็นที่มาว่า เราจะพูดว่าเราจะรักเท่าฟ้าให้น้อยลง แต่เราจะบอกตัวเองว่า เราจะต้องเป็นสายการบินที่คนในชาติภาคภูมิใจให้ได้”
แน่นอนว่าอาจจะไม่เกิดขึ้นภายใน 1 คืน หรือ 7 คืน แต่นี่คือสิ่งที่ผมพูดแทนคน 17,000 คน ในองค์กรได้เลยว่า นี่คือ ความมุ่งมั่นของเรา
“เราไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ต้องอาศัยสังคมไทยช่วยเป็นหูเห็นตาดูแลพวกเราด้วย หลายท่านน่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ก็ขอให้ช่วยดูแลผลประโยชน์ของท่านด้วย เสมือนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อให้การบินไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง”
พร้อมขอทิ้งท้ายถึงความโปร่งใสเรื่องการรับสมัครแอร์โฮสเตส ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การบินไทยรับแอร์โฮสเตสประมาณ 300-400 คน ในอดีตที่ผ่านมาก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเยอะ วิธีการเลยต้องเปลี่ยนใหม่ วันนี้ผู้สมัครไม่รู้เลยว่า แต่ละวัน แต่ละขั้นตอน เขาจะผ่าน เขาจะเจอผู้สัมภาษณ์เป็นใคร ขณะเดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ก็ไม่รู้ว่า ผู้สมัครที่มายืนต่อหน้าท่านนั้น ชื่อ สกุลอะไร เราใช้วิธีการติดเลข เปลี่ยนชื่อ สกุล เป็นเลขแทน
“วันนี้ผมเข้าไปสัมภาษณ์ ผมใช้หมายเลข 1 พอผ่านรอบนี้ พรุ่งนี้ผมอาจจะติดหมายเลข 7 ฉะนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นในตอนนี้ได้ยาก พูดง่าย ๆ จะฝากใครสักคนยากมาก ผมก็รับโทรศัพท์ พอรับโทรศัพท์เสร็จ ก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ
เพราะว่ากลไกมันไม่อนุญาตให้เราสามารถที่จะทำในเรื่องที่ในอดีตเคยทำได้ เคยเกิดขึ้นได้”
และทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้มันคือความตั้งใจ จากใจคนการบินไทยทุก ๆ คน และก็ขอให้ทุกคนเชื่อมั่น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โมเดลยั่งยืน ‘การบินไทย’ เดิน 3 หลักทั้งมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net