โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โมเดลยั่งยืน ‘การบินไทย’ เดิน 3 หลักทั้งมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ย 2568 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 02.58 น.
ทวิโรจน์ ทรงกำพล

หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 The TURNING POINT # ตีแตก Sustainability งานนี้ “ทวิโรจน์ ทรงกำพล” ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ “ถอดโมเดลธุรกิจยั่งยืน” (ช่วงที่ 2) ในส่วนของการบินไทยว่า ความท้าทายของธุรกิจการบินกับเรื่อง Sustainability คือ ที่ผ่านมา 5 ปีการบินไทยไม่มีตังค์

โชคดีที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทำให้มีเวลาคิด มีสติในการทบทวนว่า 60 ปีก่อนหน้านั้นเราทำอะไร ผิดพลาดมาอย่างไร กว่าที่จะมาตั้งไข่ได้และมีความชัดเจนมากขึ้น ก็เป็นช่วงที่เริ่มฟื้นฟูไปแล้วประมาณ 2 ปี

เดินทีละก้าว กินข้าวทีละมื้อ

“ทวิโรจน์” บอกว่า ทุกองค์กรถ้าใครอยากเริ่มทำ ไม่ว่าจะองค์กรไหนก็แล้วแต่ ส่วนตัวมองว่าควร “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละมื้อ” ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป อะไรที่ใกล้ตัวเราทำได้ทำเลย อย่าง “การบินไทย” ช่วงฟื้นฟูใช้เวลาไปทั้งหมด 5 ปี ในช่วง 2 ปีแรกก็ยังงง ๆ กันอยู่ บวกกับเป็นช่วงนั้นมีโควิด หารายได้ไม่ได้ ไม่มีตังค์เลย คนไม่เดินทาง แต่ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาในช่วง 3 ปีหลัง

“เราโชคดีที่คนที่ยังอยู่กับเราทุกคนมีความจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหา อย่างเรื่อง Sustainability ในองค์กร จริง ๆ แล้วผมไม่ได้คิด ผู้บริหารหลายคนไม่ได้คิด พนักงานต่างหากที่มาเคาะประตูเราว่า สมมุติเราจะกลับมาอีกครั้งมันไม่ใช่เรื่องของคอมเมอร์เชียล ไม่เรื่องของไฟแนนเชียลแล้ว มองไปไกล ๆ ข้างหน้าเราจะเดินอย่างไรให้ยั่งยืน”

ทุกธุรกิจ “คน” สำคัญที่สุด

พร้อมบอกว่า สิ่งสำคัญที่อยากย้ำ คือ “คน” สำหรับองค์กรการบินไทย หลายท่านทราบว่า เราลดขนาดองค์กร โดยก่อนจะฟื้นฟูกิจการ เรามีบุคลากรเป็นพนักงานประจำอยู่ประมาณ 30,000 คน ไปเทียบกับสายการบินชั้นนำของโลก เทียบจำนวนอาจจะไม่ได้ตรง ๆ แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนว่า พนักงาน 1 คนทำรายได้เท่าไหร่ เราสู้เขาไม่ได้ แต่หลังจากโควิด เราลดพนักงานลงไปครึ่งหนึ่ง วันที่เข้าแผนฟื้นฟูกิจการ เรามีพนักงาน 14,900 คน

ต้องยอมรับว่าคน 14,900 คน ที่เหลืออยู่กับองค์กร เราก็โชคดีที่มีเขา ขณะเดียวกันคนที่ออกจากองค์กรไป 15,000 คน เราก็โชคดีที่มีเขา เพราะวันนั้นเขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายเสียสละ เดินจากองค์กรเพื่อทำให้องค์กรอยู่รอด

“ผมเรียนตรง ๆ ครับ คน สำคัญที่สุด ทุกธุรกิจเหมือนกันหมด”

3 หลักการบริหาร “ความยั่งยืน”

“ทวิโรจน์” บอกอีกว่า การบินไทยอยู่ในธุรกิจขนส่ง การขนส่งทางอากาศปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของทุก ๆ อุตสาหกรรมรวมกัน 3% นี้ เราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งจากการพูดคุยกันในองค์กร เราสรุปแนวทางหลักการที่จะบริหารจัดการเรื่องความยั่งยืน (Sustainable Development Strategic Framework) ออกเป็น 3 แนวทาง

แนวทางแรก คือ From Plane to Planet พูดง่าย ๆ คือ อะไรก็ตามที่เราใช้บนเครื่องบิน ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง เราเอามาฟื้นฟู เอามาชุบชีวิตเขาใหม่ได้ เราก็ทำ ยกตัวอย่าง เช่น ผ้าหุ้มเบาะ ปัจจุบันเราเอาผ้าหุ้มเบาะที่หมดสภาพแล้ว มายกระดับเป็นปลอกหมอน ปลอกหมอนอิง ปลอกบีนแบ็ก (Bean Bag) และออกจำหน่าย และแน่นอนว่าปลายทางธุรกิจก็อยากมีกำไร แต่ว่าต้นทางเราไม่ได้คิดว่าจะมีกำไรทันที เพราะเราไม่ได้ผลิตปลอกหมอนเอง ไม่ได้ไปจ้างบริษัทใหญ่ทำ สิ่งที่เราทำคือ ไปคุยกับพ่ออุ้ย แม่อุ้ยในต่างจังหวัด ไปคุยกับชุมชน และให้เขาเป็นคนผลิตให้

แนวทางที่ 2 From Waste to Wealth คือ การเปลี่ยนขยะให้เป็นความมั่งคั่ง พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่ความมั่งคั่งของ “การบินไทย” ฝ่ายเดียว แต่เป็นความมั่งคั่งของชุมชน เพราะทำงานกับชุมชนหลายชุมชน หรือแม้กระทั่งเรื่องซัพพลายเชนต่าง ๆ วันนี้ อาหาร เครื่องดื่ม ที่ให้บริการบนเครื่องบินหลายรายการก็ทำงานร่วมกับแบรนด์ไทย และก็จะมีแบรนด์ใหม่ ๆ ร้านใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ

โดยแบรนด์ที่เป็นพาร์ตเนอร์ใหญ่ เช่น ดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง วันนี้การบินไทยน่าจะเป็นผู้ซื้อกาแฟรายใหญ่ของโครงการดอยตุง รวมประมาณ 25-30% เริ่มต้นจากให้บริการบนบิสซิเนสคลาส โดยเสิร์ฟกาแฟที่เรียกว่า Black Sill Blend เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับดอยตุง ปัจจุบันก็ให้บริการไปถึงชั้นประหยัด (Economy Class) ด้วย

เรียกว่าทั้งลำ “การบินไทย” ให้บริการด้วยกาแฟดอยตุง และล่าสุดก็ได้ขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอีก เรามีร้านกาแฟชื่อ “พัฟแอนด์พาย” (Puff & Pie) ตอนนี้ก็ใช้กาแฟของดอยตุงแล้วเช่นกัน

แนวทางสุดท้าย เป็น Culture เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ From Purple to Purpose ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่า สีประจำองค์กร “การบินไทย” เป็นสีม่วง ฉะนั้นต้องให้คล้องจองกัน ทุกอย่างที่เราทำจะต้องมีจุดหมาย มีเป้าประสงค์เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

มุ่งทั้งมิติ “สิ่งแวดล้อม-สังคม”

“ทวิโรจน์” บอกอีกว่า จริง ๆ เราทำอีกหลายจุดหมาย อย่างในมิติของสิ่งแวดล้อมมี 3 เครื่อง คือ เครื่องยนต์ เครื่องบิน เครื่องแบบ ในส่วนของเครื่องบินแน่นอนเราจัดหาฝูงบินใหม่ วันนี้ยังมาไม่ถึง แต่ว่าเครื่องบินใหม่จะเริ่มเข้าฝูงบินในปี 2070 ในช่วงที่ผ่านมาเราก็พยายามจัดหาเครื่องบินมารองรับในระหว่างที่ฝูงบินใหม่ยังไม่มา ก็ล้วนเป็นเครื่องบิน และเครื่องยนต์ เทคโนโลยีใหม่ ประหยัดน้ำมัน ประหยัดพลังงาน

ส่วนเครื่องแบบ ปัจจุบันเครื่องแบบของพนักงาน เราก็เอาเครื่องแบบเก่าที่ไม่ใช้แล้ว หรือพี่ ๆ ที่ลาออกไป เขาก็ส่งต่อเครื่องแบบให้น้อง ๆ เราก็เอาไปผ่านกระบวนการ Reprocess เครื่องแบบที่เราเห็นว่าเป็นผ้าไหมนั้น ปัจจุบันเป็นผ้าใหมรีไซเคิล ผสมกับขวด PET รวมถึงชุด Amenity Kit ของที่ระลึกผู้โดยสารในชั้นบิสซิเนสคลาส เฟิรสต์คลาส วันนี้แพ็กเกจจิ้งก็ทำจากวัสดุรีไซเคิล เช่นเดียวกับของที่อยู่ข้างใน

หรือรถที่ใช้ในลานจอด เราก็กำลังเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า วันนี้น่าจะเปลี่ยนไปได้ประมาณ 40% แล้ว ปลายทางเป้าหมายคือต้องการเปลี่ยนให้เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด และรถที่ใช้ในการรับ-ส่งพนักงาน (ไปสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร) ปัจจุบันก็ใช้รถไฟฟ้าแล้วเช่นกัน

ในส่วนของ Social เราก็ไปทำงานกับชุมชนในต่างจังหวัด และก็มีแผนในการพัฒนา ส่งต่อ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา หลายท่านอาจเห็นโฆษณาเราไปรับซื้อปลากะพง ในอนาคตเราคงไม่ซื้ออย่างเดียว แต่จะแสวงหาชุมชนให้มาเป็นคู่ค้า มาเป็นพันธมิตร ช่วยเขาในเรื่องทุน โนว์ฮาวในการพัฒนาผลผลิตให้เป็น Green Framing ซึ่งมีการพูดคุยกับสถานศึกษาหลายแห่งแล้วในการเข้าไปช่วยดูแลชุมชนตรงนั้น

ก้าวสู่พี่ใหญ่ใน “อาเซียน”

“ทวิโรจน์” ยังบอกอีกว่า ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย “การบินไทย” เราก็พยายามเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนด้วย โดยมีเวทีที่เรียกว่า “ASEAN Airlines Meeting” หรือ AAM (การประชุมของสายการบินในภูมิภาคอาเซียน) ประชุมร่วมกันทุก 6 เดือน โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การบินไทยก็เสนอจัดตั้ง ASEAN Airlines Sustainability Working Group โดยมีวัตถุประสงค์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาและขยายโอกาสให้กับทั้งสายการบิน และภาครัฐและเอกชนในภูมิภาคอาเซียน

“จริง ๆ ในตลาดมีโอกาสเยอะมาก วันนี้ทุกคนถูกชักชวนให้เติมน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel ตัวย่อว่า SAF ปัญหาคือ ไม่พอใช้”

พร้อมบอกว่า วันนี้สามารถผลิตได้แค่ประมาณ 1% ของความต้องการทั้งโลก สาเหตุคือมีข้อจำกัดจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย จะผลิต SAF ได้ คุณต้องผลิตจาก 1 2 3 ฯลฯ ผลิตจากปาล์มระดับโลกไม่ยอมรับ บอกว่าทำลายป่า แต่ถ้าเราผลักดันร่วมกันให้ผลิตจากปาล์มได้ ก็จะมีโอกาสทำให้ปาล์มเป็นที่ยอมรับ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของ Sustainability เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย

ย้ำไม่กลับไปในจุดที่เคยเป็นอีกแล้ว

เมื่อถามว่าที่ผ่านมา องค์กรการบินไทยถูกจับตามาตลอดในเรื่อง Governance หรือธรรมาภิบาล วันนี้ยังต้องห่วงเรื่องนี้อยู่ไหม “ทวิโรจน์” บอกว่า วันนี้ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก พูดตรง ๆ ว่า ตอนที่ฟื้นฟูกิจการ เรานั่งคุยกันว่าทำไมคนไทยไม่รักเราเลย สังเกตจากกระแส (Feedback) ในโซเชียลมีเดีย

“ผมอยู่การบินไทยปีนี้เป็นปีที่ 21 เราฟื้นฟู 5 ปี ก่อนหน้านั้น 16 ปี ผมได้โบนัสปีแรกที่เข้าทำงานปีแรกปีเดียว ถ้าอ่านในโซเชียลเขาจะบอกว่าเราขาดทุนบานตะไท สิ้นปีพนักงานรับโบนัส 3-4 เดือนฉ่ำเลย บางคนใจร้ายคอมเมนต์บูลลี่ถึงแอร์โอสเตส ฯลฯ”

ประเด็นพวกนี้ชวนให้คิดว่า เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความเข้าใจ และให้กำลังใจพวกเรา

“ผมเรียนว่า 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งคนที่จากองค์กรไปและคนที่อยู่ในองค์กร ต้องยอมรับว่าเราเจ็บปวดกันจริง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น เงินเดือน ช่วง 2 ปีแรกเราลดเงินเดือนกันตั้งแต่ 30% ถึง 60% เราเจ็บปวด ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน เราถูกมองว่าพนักงานไปเที่ยวส่วนตัวก็ได้นั่งบิสซิเนสคลาส เฟิรสต์คลาส มีตั๋วฟรี แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนี้”

พร้อมอธิบายว่า “ในอดีตถ้าผู้บริหารไปเที่ยวอาจมีสิทธิที่มากกว่าพนักงานทั่วไปเล็กน้อย แต่ปัจจุบันหลังฟื้นฟู พวกเราหักดิบ วันนี้พนักงานทั้งหมดประมาณ 17,000 คน เวลาเดินทางสิทธิเท่ากันหมด เพียงแต่จะได้ขึ้นก่อน ขึ้นหลังเท่านั้น ผู้บริหารที่เดินทางส่วนตัวจะไม่มีใครได้รับการปรับชั้นโดยสาร

นี่คือตัวอย่าง จริง ๆ มันมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องเผชิญ”

สายการบินที่คนในชาติภาคภูมิใจ

พร้อมย้ำว่า วันนี้ 17,000 คนที่ฝ่าวิกฤตกันมา ไม่มีใครอยากให้องค์กรกลับไปในจุดที่เคยเป็นอีกแล้ว

“เราอยากให้คนไทยรักเรา อยากให้คนไทยให้กำลังใจเรา ก็เลยเป็นที่มาว่า เราจะพูดว่าเราจะรักเท่าฟ้าให้น้อยลง แต่เราจะบอกตัวเองว่า เราจะต้องเป็นสายการบินที่คนในชาติภาคภูมิใจให้ได้”

แน่นอนว่าอาจจะไม่เกิดขึ้นภายใน 1 คืน หรือ 7 คืน แต่นี่คือสิ่งที่ผมพูดแทนคน 17,000 คน ในองค์กรได้เลยว่า นี่คือ ความมุ่งมั่นของเรา

“เราไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ต้องอาศัยสังคมไทยช่วยเป็นหูเห็นตาดูแลพวกเราด้วย หลายท่านน่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ก็ขอให้ช่วยดูแลผลประโยชน์ของท่านด้วย เสมือนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อให้การบินไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง”

พร้อมขอทิ้งท้ายถึงความโปร่งใสเรื่องการรับสมัครแอร์โฮสเตส ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การบินไทยรับแอร์โฮสเตสประมาณ 300-400 คน ในอดีตที่ผ่านมาก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเยอะ วิธีการเลยต้องเปลี่ยนใหม่ วันนี้ผู้สมัครไม่รู้เลยว่า แต่ละวัน แต่ละขั้นตอน เขาจะผ่าน เขาจะเจอผู้สัมภาษณ์เป็นใคร ขณะเดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ก็ไม่รู้ว่า ผู้สมัครที่มายืนต่อหน้าท่านนั้น ชื่อ สกุลอะไร เราใช้วิธีการติดเลข เปลี่ยนชื่อ สกุล เป็นเลขแทน

“วันนี้ผมเข้าไปสัมภาษณ์ ผมใช้หมายเลข 1 พอผ่านรอบนี้ พรุ่งนี้ผมอาจจะติดหมายเลข 7 ฉะนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นในตอนนี้ได้ยาก พูดง่าย ๆ จะฝากใครสักคนยากมาก ผมก็รับโทรศัพท์ พอรับโทรศัพท์เสร็จ ก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ

เพราะว่ากลไกมันไม่อนุญาตให้เราสามารถที่จะทำในเรื่องที่ในอดีตเคยทำได้ เคยเกิดขึ้นได้”

และทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้มันคือความตั้งใจ จากใจคนการบินไทยทุก ๆ คน และก็ขอให้ทุกคนเชื่อมั่น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โมเดลยั่งยืน ‘การบินไทย’ เดิน 3 หลักทั้งมิติ สิ่งแวดล้อม-สังคม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...