โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานโภชนาการ (ตอนที่ 1)

Gourmet & Cuisine

อัพเดต 27 พ.ย. 2568 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2568 เวลา 08.08 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหาร

ในสภาวะที่โลกเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases-NCDs) ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการบริโภค ไปจนถึงปัญหาทุพโภชนาการ การแสวงหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างมาก เทคโนโลยีดิจิทัลโดยเฉพาะ AI ได้นำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ โดยเปลี่ยนกระบวนการจากการให้คำแนะนำด้านโภชนาการแบบทั่วไป (Generic Advice) ไปสู่แนวทางที่แม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล (Precision and Personalized Nutrition) มากขึ้น การผสานวิทยาการปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เข้ากับโภชนาการศาสตร์ (Nutrition Science) กำลังเปิดโลกใหม่ของการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานโภชนาการ (ตอนที่ 1)

AI มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลและการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัย นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ และผู้บริโภค เข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างอาหาร สารอาหาร และสุขภาพได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ AI ช่วยส่งเสริมการปฏิวัติแนวทางการประเมินภาวะโภชนาการ โดยให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล และการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารมากขึ้น

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานโภชนาการ (ตอนที่ 1)

บทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางโภชนาการ
หัวใจสำคัญของความสามารถของ AI ในด้านโภชนาการอยู่ที่การใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องและการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI ทำให้ระบบสามารถ “เรียนรู้” จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อระบุรูปแบบ ความสัมพันธ์และแนวโน้มที่คนทั่วไปอาจมองข้ามไปได้โดยง่าย กลไกหลักที่ AI ใช้ประกอบด้วย

  • การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing-NLP) NLP ช่วยให้ AI สามารถทำความเข้าใจและตีความข้อมูลที่เป็นข้อความ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากบทความวิจัยทางโภชนาการ บันทึกอาหารของผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งการโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่านแชตบอตเพื่อให้คำแนะนำเบื้องต้น
  • คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ AI สามารถ “มองเห็น” และตีความภาพถ่ายหรือวิดีโอของอาหาร ทำให้สามารถประเมินชนิด ปริมาณ และในบางกรณีสามารถประเมินส่วนประกอบของอาหารได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการติดตามการบริโภคอาหาร
  • การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมการบริโภค AI สามารถทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดสารอาหาร หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการได้ ช่วยให้สามารถวางแผนการป้องกันเชิงรุก ความแตกต่างของแต่ละบุคคลในด้านพันธุกรรม (Genetics) ไมโครไบโอมในลำไส้ (Gut Microbiome) เมตาบอลิซึม (Metabolism) และวิถีชีวิต (Lifestyle) ล้วนส่งผลต่อการตอบสนองต่ออาหารและสารอาหารที่ไม่เหมือนกัน AI มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการข้อมูลหลายมิติเหล่านี้ เพื่อสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนและให้คำแนะนำทางโภชนาการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานโภชนาการ (ตอนที่ 1)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในงานโภชนาการที่ใช้ในประเทศไทย
เครื่องมือประเมินและติดตามการบริโภคอาหารอัจฉริยะที่พัฒนาในไทยหรือปรับใช้สำหรับคนไทย :

  • INMU iFood (อินมู ไอ ฟู้ด) พัฒนาโดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบบนี้เป็นที่รู้จักในด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Computer Vision มาประยุกต์ใช้ร่วมกับฐานข้อมูลอาหารไทยที่ครอบคลุม เพื่อประเมินคุณค่าทางโภชนาการจากภาพถ่ายอาหารที่ผู้ใช้บันทึก หรือจากการป้อนข้อมูลด้วยตนเองความสามารถนี้ทำให้ INMU iFood เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในบริบทของอาหารไทยซึ่งมีความหลากหลายและซับซ้อนสูง ระบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไป รวมถึงผู้ที่ต้องการการดูแลด้านโภชนาการเป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่จำเป็นต้องนับปริมาณคาร์โบไฮเดรต หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สามารถประเมินปริมาณพลังงาน สารอาหารหลัก และสารอาหารอื่นๆ ที่ได้รับในแต่ละมื้อได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบนี้ได้ถูกนำเสนอและเผยแพร่เพื่อยืนยันถึงกระบวนการพัฒนาและความถูกต้องในการประเมิน

  • FoodChoice (ฟู้ดช้อยส์) เป็นแอปพลิเคชันที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และสามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างเหมาะสมแอปพลิเคชัน FoodChoice ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจข้อมูลบนฉลากโภชนาการได้ง่ายขึ้นอย่างมาก เพียงแค่ใช้สมาร์ตโฟนสแกนบาร์โค้ดบนผลิตภัณฑ์ ข้อมูลโภชนาการที่อาจดูซับซ้อนจะถูกแปลงและแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การใช้สัญลักษณ์สี (เขียว เหลือง แดง) เพื่อบ่งบอกปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมเทียบกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน นอกจากนี้แอปพลิเคชันยังแสดง “สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • CalCal (แคลแคล) เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและติดตามปริมาณแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวัน จุดเด่นของ CalCal คือการมีฐานข้อมูลอาหารไทยและอาหารนานาชาติที่ค่อนข้างหลากหลาย ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและบันทึกมื้ออาหารได้อย่างสะดวก ผู้ใช้สามารถบันทึกรายการอาหารที่บริโภค กิจกรรมการออกกำลังกาย และติดตามความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวได้แอปพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยคำนวณพลังงานและสารอาหารเบื้องต้น แม้ว่าระดับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อาจไม่ซับซ้อนเท่าระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่องานวิจัยโดยเฉพาะ หรือระบบที่มีการวิเคราะห์ภาพถ่ายอาหารโดยตรง แต่ CalCal ก็เป็นเครื่องมือที่คนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจัดการโภชนาการด้วยตนเอง

  • แอปพลิเคชันสุขภาพของโรงพยาบาลและองค์กรส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงองค์กรที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ได้มีการพัฒนาและให้บริการแอปพลิเคชันบนมือถือของตนเองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการและประชาชนทั่วไปแอปพลิเคชันเหล่านี้มักจะมีฟังก์ชันหลากหลาย ตั้งแต่การนัดหมายแพทย์ การให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป จนถึงเครื่องมือด้านโภชนาการ เช่น ฟังก์ชันการบันทึกอาหารที่บริโภค การแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อเพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นกับนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารของโรงพยาบาล ในบางแอปพลิเคชันอาจมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระดับหนึ่งเพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นที่ผู้ใช้บันทึก หรือให้คำแนะนำด้านสุขภาพและโภชนาการที่เป็นมาตรฐานตามข้อมูลของผู้ใช้ อย่างไรก็ตามความซับซ้อนและขอบเขตการใช้งาน AI จะแตกต่างกันไปในแต่ละแอปพลิเคชัน และมักจะเน้นการให้ข้อมูลและการสนับสนุนทั่วไป มากกว่าการวินิจฉัยหรือการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลในระดับลึกโดยปราศจากการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ยังมีการประยุกต์ใช้ AI ในงานโภชนาการอีกหลายภาคส่วนที่น่าสนใจ รวมถึงข้อได้เปรียบ ข้อจำกัด และข้อควรระวังที่ทุกคนควรเข้าใจ โปรดติดตามใน : การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ในงานโภชนาการ (ตอนที่ 2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...