โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงไฟฟ้า BLCP จับมือภาครัฐ องค์กรธุรกิจและเอกชนไทย-นานาชาติ หนุนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมเสริมเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน

BTimes

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 16.08 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 09.07 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด กล่าวถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมถือเป็นพันธกิจหลักของบริษัทมาโดยตลอดว่า เพื่อให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) นั้นBLCP ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงไฟฟ้า เพื่อมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตไฟฟ้า เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้โดยพัฒนาปรับปรุงการเผาไหม้ถ่านหินบิทูมินัสคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและหมุนเวียนใช้ภายในโรงไฟฟ้า 100% การบำบัดน้ำเสียก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำจืดในพื้นที่ การทดลองเชื้อเพลิงร่วมผ่านการศึกษาและทดสอบการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น แอมโมเนีย และชีวมวล (Biomass) ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อลดปริมาณการใช้ถ่านหิน แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะแรก แต่บริษัทฯ มุ่งหวังว่าการวิจัยนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงทางเลือกสมเหตุสมผลต่อการใช้งานในระยะยาว

ด้านการใช้เทคโนโลยีควบคุมและจัดการสิ่งแวดล้อมนั้น โรงไฟฟ้า BLCP ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอากาศตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ด้วยการติดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการมลพิษหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) ควบคุมอุณหภูมิของหัวเผา (Burner) เพื่อป้องกันการเกิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO?) ควบคุมคุณภาพถ่านหินให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไม่เกินมาตรฐาน พร้อมติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurization: FGD) เพื่อดักจับก๊าซส่วนที่เหลือ และฝุ่นละออง ซึ่งมีการใช้เครื่องดักจับฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator: ESP) ในการดักจับฝุ่นก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ รวมถึงยังได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดอากาศอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) ที่ปล่องระบายความสูง 200 เมตร และมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Monitoring Station: AQMS) 4 แห่งรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์อีกด้วย

นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกับหน่วงงานภาครัฐและพันธมิตรเพื่อการพัฒนาในอนาคตอีกหลายโครงการ ทั้งด้านการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องกับหลากหลายองค์กร อาทิ ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติอย่าง JERA, Mitsubishi Corporation และ Mitsubishi Heavy Industries ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ในโครงการศึกษาการใช้ แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ร่วมกับ Algal Bio ประเทศญี่ปุ่น วิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

ส่วนความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนภายในประเทศนั้น ได้แก่ ความร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.): วิจัยการใช้ชีวมวลร่วมกับถ่านหิน และสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เช่น การผลิตเจลสำหรับผู้ป่วยและการผลิตเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.): ร่วมมือในโครงการวิจัยเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) โครงการวิจัยการนำขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าไปผลิตเป็นคอนกรีตคุณภาพสูงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชนนั้น ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำสำหรับเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า ลดคาร์บอนในการผลิตไฟฟ้า หนุนเป้าหมาย Net Zero และยังได้ร่วมกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในการศึกษาโครงการนำร่องการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในทะเล (Carbon Capture) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกด้วย

นายยุทธนา ยังได้กล่าวถึง ความมุ่งหวังและเป้าหมายของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ BLCP ว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น แต่เชื่อว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้จะถูกพัฒนาและต่อยอดต่อไปได้ในอนาคต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืนร่วมกับสังคมและชุมชนต่อไปในระยะยาว"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...