โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขวาคือใคร... คิดอย่างไร (1) กำเนิดขวาตะวันตก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2567 เวลา 02.24 น.

“ลัทธิอนุรักษนิยมสมัยใหม่เป็นผลผลิตจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ… [และ] เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นความลังเลภายในลัทธิเสรีนิยม มากกว่าที่จะเป็นความคิดหรือปรัชญาในตัวเอง”

Roger Scruton
Conservatism (2017)

กระแสขวาในเวทีโลกหวนกลับมาให้เห็นอีกครั้งผ่านการเมืองของยุโรปในยุคปัจจุบัน

แต่ว่าที่จริงแล้วอาจต้องเรียกว่าเป็นการมาของ “กระแสขวาจัด” มากกว่า หรือจะเรียกเป็น “ขวาสุด” ก็คงไม่ผิดนัก

กล่าวคือ เป็น “far right” ไม่ใช่เป็นกลุ่มการเมืองปีกขวาตามปกติ และมีลักษณะของความเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism) ในทางการเมืองอีกด้วย

ซึ่งว่าที่จริงลัทธิสุดโต่งของฝ่ายขวาเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เป็นสิ่งที่เคยเห็นกันมาแล้วในประวัติศาสตร์

กระแสฝ่ายขวาสุดโต่งเช่นนี้ทำให้อดคิดแบบคนที่ต้องเรียนประวัติศาสตร์สงครามไม่ได้ว่า ก็เพราะการขึ้นมาของกลุ่ม “ขวาจัดยุโรป” ในอิตาลีและเยอรมนีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ใช่หรือ ที่สุดท้ายแล้วพวกเขาได้พาโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไม่คาดคิดในปี 1939

การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1918 และตามมาด้วยสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายในปี 1919 ดูจะเป็นความหวังอย่างมากว่าสงครามใหญ่จะไม่หวนคืน แต่แล้วด้วยระยะเวลาเพียง 20 ปีเท่านั้น (จาก 1919 ถึง 1939) สงครามก็กลับคืนสู่สนามรบในยุทธบริเวณของยุโรป ตามมาด้วยการยกระดับขึ้นเป็นสงครามโลก

ฉะนั้น จึงไม่แปลกนักที่ทหารหลายนายจะผ่านทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

เราอาจกล่าวได้ว่ายุโรปพักรบ 20 ปี แล้วผู้นำฝ่ายขวาจัดก็พาชาวยุโรป พร้อมกับชาวโลกลงสู่สนามรบอีกครั้ง และแน่นอนว่าการรบในครั้งนี้รุนแรงกว่าในครั้งก่อนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียของชีวิตทั้งพลเรือนและทหาร ตลอดรวมถึงชีวิตของบ้านเมืองในพื้นที่สงคราม

อย่างไรก็ตาม วันนี้กระแสขวาจัดกลับมาเขย่าการเมืองยุโรปอีกครั้ง ไม่แตกต่างจากกระแสขวาที่เกิดขึ้นในการเมืองอเมริกัน จนทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถูก “ค่อนแคะ” อย่างมากจากบรรดาผู้ที่สมาทาน “ลัทธิอำนาจนิยม” (Authoritarianism)

เพราะด้านหนึ่งมีนัยถึงความพ่ายแพ้ของฝ่ายเสรีนิยมในการเมืองของประเทศ เช่น ชัยชนะของพรรคฝ่ายขวาจัดในเนเธอร์แลนด์และในฝรั่งเศส และในอีกด้านหนึ่งก็มีนัยถึงความถดถอยของกระแสประชาธิปไตยทั้งในระดับชาติและในระดับสากล

ถ้าเช่นนั้น “กลุ่มขวาจัด” พวกนี้คือใคร?… เขาเป็นพวกเดียวกับ “กลุ่มอนุรักษนิยม” ที่เรากล่าวถึงในวิชารัฐศาสตร์ หรือกล่าวถึงในเวทีสาธารณะหรือไม่? ดังนั้น บทนี้จะลองเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับ “ฝ่ายขวา” และความคิดพื้นฐานของพวกเขาอย่างสังเขป

คิดแบบขวา

เราอาจเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจในจุดกำเนิดของฝ่ายขวา ซึ่งความเป็นฝ่ายขวาในมิติทางความคิด หรือในมิติทางการเมืองนั้น มีต้นรากทางความคิดมาจาก “ลัทธิอนุรักษนิยม” (conservatism) และแตกแขนงทางความคิดออกไป ไม่แตกต่างจากชุดความคิดทางการเมืองและ/หรืออุดมการณ์ทางการเมืองอื่นๆ ที่มีพัฒนาการทางความคิดของตน และเกิดการขยายตัวทางความคิดในมิติทางอุดมการณ์

ถ้าเริ่มจากโลกในอดีตแล้ว ความเป็นอนุรักษนิยมไม่ใช่เรื่องแปลก จนอาจกล่าวได้ว่า ชุดความคิดเช่นนี้แฝงอยู่กับเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์มาอย่างยาวนาน หรือที่มักจะกล่าวกันว่า มนุษย์โดยทั่วไปแล้ว มีแนวโน้มที่จะเป็นอนุรักษนิยม

เช่น มนุษย์ต้องการที่จะใช้ชีวิตในชุมชนตามปกติ อยู่ร่วมกันด้วยความเชื่อใจและปลอดภัย อีกทั้งต้องการอยู่กับเพื่อนบ้านอย่างมีสันติภาพ และหากมีภัยคุกคามเกิด ก็พร้อมที่ร้องขอให้คนอื่นเข้าช่วยจัดการกับภัยคุกคามนั้น

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานตามปกติของมนุษยชาติ (คือเป็น human condition) และความต้องการที่จะยกเลิกหรือเรียกร้องให้ละทิ้งเงื่อนไขเช่นนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ และไม่เป็นความจริง และทั้งไม่ต้องการที่จะยกเลิกเงื่อนไขเช่นนี้อีกด้วย

ดังนั้น ชุดความคิดแบบอนุรักษนิยมจึงเป็นผลของเงื่อนไขทางธรรมชาติของมนุษย์ และทำให้เกิดพัฒนาการของชุดความคิดทางการเมืองตามมา

ในมิติของความเป็นมนุษย์นั้น เราอาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า ปัจจัย “ความเป็นสมาชิกภาพทางสังคม” (social membership) เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมนุษย์ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในชุมชน และพึ่งพาผู้คนในชุมชุมชนที่เราอาศัยอยู่ในการสร้างความปลอดภัยและความสุข

ด้วยสภาวะเช่นนี้ กลุ่มอนุรักษนิยมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของความเป็นเครือญาติและเรื่องราวทางศาสนา และจะมีท่าทีต่อต้านอย่างมากกับความพยายามของรัฐที่เข้ามาจัดการเรื่องเหล่านี้ผ่าน “กฎหมายทางการเมือง”

ในโลกสมัยใหม่ พวกเขาจึงต่อต้านอย่างชัดเจนในเรื่องของการทำแท้ง หรือการยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ เนื่องจากประเด็นเหล่านี้มีนัยที่เชื่อมโยงทั้งกับเงื่อนไขทางชีววิทยาและศาสนาที่เป็นคุณค่าของความเป็นอนุรักษนิยม

หรือเห็นชัดถึงการวางน้ำหนักของ “พระเจ้า” (God) ด้วยความยกย่องไว้เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด เพราะมนุษย์เป็นผลผลิตของพระองค์

นอกจากนี้ เราอาจมองความเป็นสมาชิกนี้ผ่านสังคมใน 3 รูปแบบ คือ

1) ถ้าอาศัยอยู่ในสังคมชนเผ่าแบบดั้งเดิม การเชื่อมต่อจะถูกกำหนดด้วยความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติ

2) ถ้าอยู่ในสังคมที่นิยมศาสนา ความสัมพันธ์นี้จะถูกจัดวางด้วยเรื่องของความศรัทธาและพิธีกรรม

และ 3) เมื่อมนุษย์อาศัยอยู่ในสังคมการเมืองสมัยใหม่ (political society) มนุษย์จะถูกปกครองด้วยกฎหมาย และกฎหมายนี้จะถูกสร้างขึ้นจากประชาชน โดยผ่านตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้ง และองค์อธิปัตย์ (sovereign authority) จะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนี้

จะเห็นได้ว่าในสังคมทั้ง 3 แบบดังกล่าว การจะอยู่อย่างมีความสุขและปลอดภัยได้ จะต้องมีเงื่อนไขของ “การจัดระเบียบทางการเมือง” (political order) ซึ่งอาจมีนัยถึงการจัดให้เกิด “ความสงบเรียบร้อยทางการเมือง” หรือในอีกมุมหนึ่งอาจหมายถึง การจัดก็เพื่อให้เกิดการดำรง “สถานะเดิม” (status quo) ในทางสังคมการเมือง

ฉะนั้น เราอาจกล่าวสรุปในเบื้องต้นว่า ความสงบเรียบร้อยทางการเมืองเช่นนี้คือความต้องการพื้นฐานของลัทธิอนุรักษ์นิยม และความสงบเช่นนี้ในอีกส่วนโยงกับการรักษากฎหมายในสังคมด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องของการจัดระเบียบทางการเมืองมีความสำคัญทางความคิดในการจำแนกคนในทางการเมือง เพราะฝ่ายเสรีนิยมจะถือว่าระเบียบทางการเมืองได้มาจากเสรีภาพของบุคคล (หรือการมีเสรีภาพเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบทางการเมืองตามมา) แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมองว่าเสรีภาพของบุคคลได้มาจากระเบียบทางการเมือง (ดังนั้น โดยนัย รัฐจะต้องจัดระเบียบทางการเมืองก่อน จึงจะทำให้เกิดเสรีภาพได้)

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญในวิชารัฐศาสตร์ว่า ระหว่างระเบียบและเสรีภาพอะไรมาก่อนกัน… คำตอบที่ได้จะบอกได้ทันทีว่า ผู้ตอบเป็นเสรีนิยมหรืออนุรักษนิยม (ลองคิดเล่นๆ ถามตัวเราเอง เราตอบคำถามนี้อย่างไร?)

ยูโทเปียของชาวอนุรักษนิยม

ความต้องการในการจัดระเบียบจึงมีความหมายในอีกมุมสำหรับชาวอนุรักษนิยม คือ “ความพยายามในการอนุรักษ์ชุมชนที่เรามี” ด้วยการทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรือมีความปรารถนาที่จะดำรงเครือข่ายของความใกล้ชิด (หรือความคุ้นเคย) และความไว้เนื้อเชื่อใจไว้ต่อไป เพื่อให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ทางสังคมในแบบที่เป็น “สถานะเดิม” นั่นเอง

แม้ในความเป็นจริงของชีวิต จะมีการแข่งขันดำรงอยู่ แต่ชาวอนุรักษนิยมก็หวังในเบื้องต้นว่า การแข่งขันนี้จะเป็นไปอย่างสันติ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ และยังมีการขยายความในแบบที่เป็นอุดมคติอีกว่า ความร่วมมือจะเป็นปัจจัยที่เชื่อมต่อมนุษย์เข้าด้วยกัน เช่น สร้างความเป็นเพื่อนบ้านเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสภาวะเช่นนี้จะช่วยลดทอนความรุนแรงของการแข่งขันลง และเกิดสันติภาพในที่สุด

ชุดความคิดแบบอุดมคติเช่นนี้ จึงเป็นดังการสร้าง “ยูโทเปีย” สำหรับชาวอนุรักษนิยม จนถูกวิจารณ์ว่าความคิดเช่นนี้ไม่แตกต่างกับฝ่ายซ้ายในการสร้าง “สังคมคอมมิวนิสต์เต็มรูป” หรือที่บางคนเรียกว่า “สังคมนิยมยูโทเปีย” เช่นที่นักลัทธิมาร์กซ์มีความฝันตามที่ปรากฏในงานทางทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ และเฟรเดอริก เองเกิลล์ (The German Ideology, 1845) ซึ่งในทางปฏิบัติ ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องราวของยูโทเปียในเชิงอุคมคติไม่ว่าจะมาจากฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย ล้วนเป็นดัง “เทพนิยาย”

อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของชุดความคิดในแบบอนุรักษนิยมเช่นนี้ อาจเป็นเรื่องของการอธิบายถึงความต้องการของมนุษย์ในทางธรรมชาติ หรืออาจมีการนำไปผูกโยงว่าชุดความคิดทางการเมืองของอริสโตเติล (Aristotle) ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการกำเนิดของความคิดแบบอนุรักษนิยมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่เชื่อในเรื่องของความมีเหตุผลของมนุษย์ อันส่งผลให้ความคิดทางการเมืองของชาวอนุรักษนิยมให้ความสำคัญกับเรื่องของ “เสรีภาพของปัจเจกบุคคล” ที่มีนัยโยงถึง “กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล” ในทางเศรษฐกิจด้วย แต่ก็เป็นความสำคัญในฐานะที่มนุษย์มีพันธะผูกพัน และอยู่ภายใต้บริบทของสถาบันและประเพณีที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่

ฉะนั้น การใช้เสรีภาพในมุมของฝ่ายอนุรักษนิยมจะต้องไม่ใช่การทำลายสิทธิของบุคคลอื่น

ดังนั้น ในอีกส่วนจึงมีความเห็นว่าความเป็นอนุรักษนิยมนั้น มีความเชื่อมโยงกับความคิดของคริสตจักร ที่มีพื้นฐานมาจากคำสอนทางศาสนา ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “จิตวิญญาณของปัจเจก” อันทำให้ชาวอนุรักษนิยมให้ความสำคัญกับ “ความเป็นปัจเจก” ของบุคคล (individualism) ซึ่งในทางการเมือง จึงทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่าง “ความชอบธรรม” และ “ความยินยอม” ต่ออำนาจทางการเมือง (หรืออำนาจในการปกครองขององค์อธิปัตย์)

ปัจจัยทางความคิดเช่นนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสังคมการเมืองของโลกตะวันตก และยังมีนัยถึงการแยกสังคมการเมืองแบบเก่าออกจากแบบใหม่อีกด้วย เพราะการปกครองจะต้องเริ่มด้วย “ความยินยอม” (consent) ของพลเมือง เพื่อที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในการออกกฎหมาย และผู้ปกครองจะต้องมี “ความชอบธรรม” ในการปกครอง ซึ่งต่างจากชุดความคิดแบบเก่าที่อาศัย “ลัทธิเทวราช” (Divine Right) ในการสร้างความชอบธรรม ด้วยการอ้างถึง “พระเจ้า” ไม่ใช่ความชอบธรรมที่วางไว้กับความยินยอมของพลเมือง

ทั้งหมดนี้คือ การกำเนิดของชุดความคิดแบบ “อนุรักษนิยมแบบดั้งเดิม” ที่ก่อตัวขึ้นในโลกของยุโรป แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นเป็น “ปรัชญาการเมือง” หรือมีสถานะเป็น “อุดมการณ์การเมือง” แต่อย่างใด!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขวาคือใคร… คิดอย่างไร (1) กำเนิดขวาตะวันตก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...