โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฝ่ามิติมาเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวประกอบ ยุค 70

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2567 เวลา 04.05 น. • นมหอมมิ้นท์
เพราะความโลภอยากจะได้เงิน 100 หยวนเธอถึงทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70 โชคร้ายดันมาอยู่ในร่างนางร้ายตัวประกอบในนิยายที่ผู้เขียนเขียนให้นางร้ายหายเงียบไป เธอกับเจ้าแมวส้มอ้วนจะใช้ชีวิตยังไงล่ะทีนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

‘ถิงหลิงอวี้’ มีเป้าหมายที่อยากจะแต่งงานกับตระกูลที่ร่ำรวย ไม่อยากจะเชื่อว่าเพราะเงิน 100 หยวนใบเดียวจะทำให้เธอต้องฝ่ามิติมาอยู่ในยุค 70 หลิงอวี้ไม่ได้ฝ่ามิติมาตัวคนเดียวแต่ยังมีเจ้าแมวเหมียวสุดที่รักของเธอฝ่ามิติมาด้วย

หลังจากที่หลิงอวี้ฝ่ามิติมากลับรู้ว่าตัวเองนั้นกลายเป็นภรรยารองที่ยังไม่ได้แต่งงานของคนอื่นและยังเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลถิงด้วย มาอยู่ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้เธออยากจะหาคูปองให้ได้เยอะ ๆ แล้วแต่งงานออกไปใช้ชีวิตที่อื่น

เนื้อหาในนิยายที่หลิงอวี้ได้ทะลุมิติมาได้เขียนบอกไว้ว่า ชายที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยนั้นเป็นเพียงหัวหน้าทีมเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่านั้น แต่ในอนาคตจะกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในยุค หรือว่า…เธอควรจะไปทำข้อตกลงกับเขาดีนะ

แต่น่าเสียดาย…หลิงอวี้ใช้เล่ห์กลอุบายและความสามารถเธอจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว สุดท้ายก็ต้องมาพบกับความผิดหวัง มองดูชายหนุ่มร่างกำยำไร้ความรู้สึกนั้นแล้ว หลิงอวี้ได้แต่กอดเจ้าแมวเหมียวไว้ในอ้อมอกแน่น เธอคิดว่าเธอคงต้องพึ่งพาตัวเองเสียแล้ว

ต่อมาไม่นาน…คนในหมู่บ้านเห็นหัวหน้าทีมเก็บเกี่ยวผลผลิตเหมือนองค์ลงยังไงยังงั้น วัน ๆ เอาแต่ตามติดหลิง อวี้ไม่ห่าง ไม่พอแค่นั้นยังร้องไห้อ้อนวอนขอร้องให้หลิงอวี้อย่าหย่ากับตน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องไปติดตามกันแล้วค่ะ

ทะลุมิติมาอยู่ในนิยาย

แสงแดดส่องแสงร้อนอบอ้าว บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยทุ่งนาสีทองอร่าม ทอดสายตามองไปไกล ๆ ก็จะเห็นกับริมธารเล็ก ๆ หลิงอวี้อยู่ในชุดคลุมยาวสีเทา ดูไม่ต่างจากเสื้อผ้าของชาวบ้านในยุค 60-70 ไม่มีผิด ผิวขาวผ่องใสถูกแสงแดดกลายเป็นผื่นแดง ในแววตาสีดำขลับฉายแววความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

แขนเรียวกอดเจ้าแมวส้มไว้ในอ้อมอกแน่น มือเล็กข้างช้ายยังกำเงิน 100 หยวนอยู่ ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนี้นานสักพักแล้ว เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเธอมันหมายความว่ายังไง? เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เธอกำลังโน้มตัวลงไปเก็บเอาเงิน 100 หยวนนี้ไม่ใช่เหรอ?

ทำไม…ทำไมเพิ่งจะเงยหน้าขึ้น สวนดอกไม้ที่เธอเดินผ่านถึงได้กลายเป็นทุ่งนาแบบนี้ไปได้ เกิดเรื่องบ้าอะไรกับเธอกันแน่? หลิงอวี้เคยผ่านอะไรมาตั้งมากมาย ได้แต่บอกตัวเองว่าให้ตั้งสติ ก่อนที่จะเก็บเงิน 100 หยวนนั้นไว้ในถุงเสื้ออย่างดี เธอกอดแมวส้มในอ้อมอกแน่นกว่าเดิม หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เดินผ่านทุ่งนาอันกว้างใหญ่นี้ไปข้างหน้า

ระหว่างที่เดินหลิงอวี้ก็คอยสอดส่องดูบริเวณรอบ ๆ ตัว เธออยากจะรู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ อาจจะเป็นเพราะว่าทุ่งนาผืนนี้กว้างมากเกินไป หลิงอวี้เดินอยู่นานก็ยังไม่พบทางออกเสียที ดวงตากลมโตก้มลงไปมองรองเท้าสีดำของตัวเอง ภายในใจแอบรู้สึกเศร้านิด ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอนั้นอยากจะไปร่วมงานย้อนยุค 70 แล้วละก็ เธอคงไม่ต้องสวมใส่รองเท้าเก่า ๆ ย้อนยุคแบบนี้

แม้ว่ารองเท้าที่เธอกำลังสวมใส่อยู่นี้จะเป็นรองเท้าที่สั่งทำขึ้นก็เถอะ แต่เมื่อสวมใส่เดินอยู่บนทุ่งนาแบบนี้แล้วลำบากมาก ขณะที่เธอกำลังเศร้าเรื่องรองเท้าอยู่นั้น ทว่า…บังเอิญมีหญิงวัยกลางคนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ ผู้หญิงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอายุราว ๆ 40 กว่า อาจจะเป็นเพราะต้องทำงานที่ทุ่งทุกวัน ผิวพรรณของผู้หญิงคนนั้นถึงได้หมองคล้ำกว่าหลิงอวี้มาก

ทันทีที่หญิงวัยกลางคนนั้นเห็นหลิงอวี้ถึงกับนิ่งไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจเธออีก ก่อนจะเดินไปข้างหน้าไม่ลืมที่จะหันมองช้าย มองขวาดู หลิงอวี้กำลังจะเอ่ยถาม ก็เห็นผู้หญิงคนนั้นหันไปพูดกับใครบางคนอีกทางด้านหนึ่ง

“แม่เหลียนฟงอยู่ไหน? รีบมาที่นี่สิ ~ อวี้เอ๋อร์ลูกสาวของเธอกลับมาแล้ว ~”

เสียงตะโกนเรียกของหญิงวัยกลางคนนั้นทำให้หลิงอวี้แทบเลื่อนมือขึ้นมาปิดหูไว้ไม่ทัน เธออยากจะทำแบบนั้นแต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่แล้วว่าทำอย่างนั้นไม่ควรก็ได้แต่ทำใจยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ น้ารู้จักฉันด้วยเหรอคะ? ” หลิงอี้เป็นผู้หญิงที่ไม่เคยตื่นกลัวหลือตื่นตระหนกใด ๆ

เพราะเรื่องราวในอดีตทำให้เธอชินไปเสียแล้ว ใครจะไปรู้ว่ารอบ ๆ ตัวเธอนั้นจะมีใครที่กำลังสอดส่องมองดูเธอบ้าง ก่อนหน้านั้นเพราะอยากจะทำลายชื่อเสียงของเธอ มีคนแอบตามติดแล้วนำเรื่องของเธอไปซุบซิบนินทา หลิงอวี้ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงอะไรหรอก แต่ลูกชายครอบครัวที่ร่ำรวยอยากจะแต่งงานกับเธอกันเป็นแถว มีหลาย ๆ คนที่อิจฉาไม่อยากเห็นเธอได้ดี

“นี่เธอจำน้าไม่ได้จริง ๆ หรือ? น้าคือน้าหลีเอง” น้าหลีไม่อยากจะเชื่อว่าไม่ได้เจอกันแค่ 1 ปีจะทำให้หลิงอวี้ลืมตนไปได้ ได้ยินเธอพูดแบบนั้นน้าหลีก็ไม่วายที่จะตีไปที่แผ่นหลังเล็กระบายความโกรธ

“เจ้าเด็กคนนี้นิ ทำไมถึงได้ขี้ลืมแบบนี้ เมื่อตอนที่เธอยังเป็นเด็กชอบไปปีนป่ายขโมยผลไม้ที่เรือนน้าอยู่เลย” หลิงอวี้ถูกน้าหลีตีเข้าที่แผ่นหลังถึงกับเชไถลไปหลายก้าว เธอเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ

“ฉันไม่รู้จักน้าจริง ๆ นะคะ น้าจำผิดหรือเปล่าคะ? ”

“นี่ เธอนั่นแหละ เธอเพิ่งจะย้ายไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่ใช่เหรอ? เพิ่งจะย้ายไปแค่ปีเดียว ลืมบ้านเกิดตัวเองไปแล้วหรือ”

ครู่นั้นน้าหลีถึงรู้สึกไม่พอใจหลิงอวี้อย่างมาก และตอนนั้นก็มีชาวบ้านสองสามคนวิ่งตรงมาที่เธอกับน้าหลียืนอยู่ หนึ่งในนั้นมีหญิงวัยกลางคนหนึ่งร่างกายผอมบางสุดในกลุ่ม บนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนนั้นแสดงสีหน้าเป็นกังวลและโกรธอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่หญิงวัยกลางคนนั้นเห็นหลิงอวี้ก็พับแขนเสื้อเดินมาดึงหูเธออย่างแรง

“นังเด็กคนนี้! สุดท้ายแกก็กลับมาสักทีนะ! รีบกลับบ้านไปกับแม่เดี๋ยวนี้!”

ชาวบ้านที่เดินมากับหญิงวัยกลางคนนั้นแอบซุบซิบนินทา หลิงอวี้ยังไม่ทันได้รู้เลยว่าชาวบ้านพูดอะไรกันก็ถูกหญิงวัยกลางคนนั้นลากตัวไปก่อน ในตอนแรกเธอกำลังจะขัดขืนไม่ตามไป แต่แรงของหญิงวัยกลางคนนั้นมากกว่าแรงเธอมาก ถูกกระซากลากถูกแทบทรงตัวไม่อยู่ เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าทำให้หลิงอวี้ตกใจทำอะไรไม่ถูก ‘นี่อย่าบอกนะว่าฉันถูกวางยาสลบแล้วนำมาทิ้งที่ต่างเมืองแบบนี้ ไม่นะ!’

มีความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในหัวของเธอ ทำให้รู้สึกสับสนไปหมด แต่หลิงอวี้รู้ว่าเธอไม่ควรที่จะขัดขืนพวกเขา กลัวว่าจะถูกผู้คนที่นี่ฆ่าปิดปากเธอทิ้ง ยังมีผู้ชายอีกหลาย ๆ คนรอแต่งงานกับเธออยู่ เธอจะมาจบชีวิตลงที่นี่ไม่ได้…

หญิงวัยกลางคนนั้นลากเธอมาที่ลับตาคน ก่อนจะเดินช้าลง สีหน้าไม่ค่อยจะดีเท่าไร อย่างแรกที่หญิงวัยกลางคนนั้นทำคือมองสำรวจช้ายขวาดูว่ามีใครอยู่แถวนี้หรือไม่ ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูเธอเบา ๆ

“เจ้าเด็กไม่รักดี แกไปอยู่ที่ไหนมา? รู้ทางกลับมาที่บ้านด้วยหรือ? นึกว่าแกลืมทางกลับมาที่นี่แล้วเสียอีก”

“น้าคะ น้าทักผิดคนแล้วค่ะ” หลิงอวี้ถูกทักจนทำตัวไม่ถูก น้าสองคนที่เจอเธอต่างก็ทักเหมือนกัน ทำไมถึงคิดว่าเธอคือผู้หญิงคนนั้นกันนะ

“ได้ งั้นแกก็สวมบทละครต่อไปเถอะ เก่งนักก็แสดงละครต่อไป”

ทำใจยอมรับความเป็นจริง

หญิงวัยกลางที่ชาวบ้านเรียกว่าแม่ของเธอ ทนไม่ไหวตีไปที่แผ่นหลังเล็กเธอเต็มแรง ครั้งนี้หญิงวัยกลางคนนั้นตีแรงกว่าน้าหลีคนนั้นเสียอีก ทำให้เธอรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปหมด

“ฉันไม่ได้แสดงละครอยู่นะคะ พวกคุณรู้จักฉันจริง ๆ เหรอคะ? ”

เทพธิดาอยู่บนสวรรค์ยังคุมสติอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับเธอ ถูกหญิงวัยกลางงคนนั้นตีเข้าที่แผ่นหลังเต็มแรงแบบนั้น ทำให้เธอรู้สึกโกรธอีกฝ่ายมากจริง ๆ หลิงอวี้ชอบทักษะการต่อสู้มาก ว่าง ๆ ก็จะไปฝึกซ้อมกับเพื่อน ๆ อีกฝ่ายคิดว่าเธออ่อนแอหรืออย่างไรกัน

“ฉันคือแม่แกนะหลิงอี้ แกยังมีหน้ามาถามฉันหรือ? ” หญิงวัยกลางที่บอกว่าคือแม่ของเธอไม่พูดเปล่า แต่กับกำลังยื่นมือมาหวังจะดึงหูเธอ แต่เธอกลับเร็วกว่าหลบได้ทัน

“น้าคะ น้าจำผิดคนแล้วค่ะ ฉันไม่ใช่ลูกสาวของน้านะคะ” หลิงอวี้รู้สึกว่าคนที่นี่ชอบใช้กำลังมากกว่าพูดคุยกันด้วยเหตุผลเสียอีก คุยกันไม่รู้เรื่องก็ลงไม้ลงมือทันที

หญิงวัยกลางคนนั้นจ้องหน้าหลิงอวี้เขม็ง ก่อนจะกระซากแขนเรียวเธอแล้วพับแขนเสื้อของเธอขึ้น เผยให้เห็นปานแดงรูปหัวใจที่ข้อศอกของเธอ

“นี่คือปานแดงที่ติดตัวแกมาตั้งแต่เกิด แกยังกล้าหาว่าฉันจำผิดคนอีกหรือ? แกไม่กลัวฟ้าลากแกไปลงนรกหรืออย่างไร? ”

สิ้นประโยค อยู่ ๆ ท้องฟ้าที่มีแสงแดดก็มืดลง เม็ดฝกกระหน่ำลงมาไม่หยุด หลิงอวี้ถึงกับตกใจยืนนิ่งอยู่กับที่ ภายในใจของเธอแอบครุ่นคิดทำไมฟ้าถึงไม่เข้าข้างเธอเลยนะ

“นั่น ~ แกดู ฟ้ายังเข้าข้างฉันเลย อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันแบบนั้นอีก ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม รีบตามฉันกลับบ้าน มาดูว่าพ่อกับย่าจะจัดการกับแกยังไง?!”

ฝนตกหนักทำให้เสื้อผ้าเธอเปียกไปหมด เธอกอดแมวส้มในอ้อมอกจำใจเดินตามหญิงวัยกลางคนนั้นไป…กลับมาถึงที่บ้าน หลิงอวี้เดินเข้าไปในห้อง นั่งจุมปุกอยู่ที่เตียงไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง มองไปที่แมวส้มที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงเธอก็ยิ่งโกรธมากกว่าเดิม

หลิงอวี้ไม่คิดเลยว่า เพราะความโลภอยากจะได้เงิน 100 หยวนนั้นทำให้เธอต้องทะลุมิติมาอยู่ในนิยาย ยังเป็นนิยายย้อนยุคที่เธอชอบอ่านด้วย เนื้อหาในนิยายเขียนบอกไว้ว่า หลังจากที่ถิง หลิงอวี้หนีออกจากบ้านไปก็ไม่ได้ข่าวอะไรอีกเลย เธออยู่แค่ในความทรงจำของพระนางในเรื่องเท่านั้น ราวกับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เธอไม่รู้ว่าภายนอกของเธอนั้นจะเหมือนกับถิงหลิงอวี้ผู้นั้นมากแค่ไหน แต่คนในบ้านนี้ไม่มีใครว่าอะไร เธอน่าจะเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นมาก อยู่ในยุคนี้หลิงอวี้ผู้นั้นอายุ 19 อายุน้อยกว่าเธอ 2 ปี หลังจากที่เดินสำรวจภายในบ้าน เธอถึงรู้ว่าเธอนั้นทะลุมิติมาอยู่ใน ปี 1975 อีกไปกี่ปีถึงจะถึงปีที่ประเทศปฏิรูป

เพราะแบบนี้…หลิงอวี้จึงต้องจำใจใช้ชีวิตในยุคนี้ต่อไป ก่อนอื่นเธอจะต้องทำตัวเป็นลูกสาวคนเล็กที่ดีของตระกูลถิงไปก่อน ไม่อย่างนั้นละก็ระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ลำบากแน่ หญิงวัยกลางคนเมื่อกี้ที่ลากเธอกลับมาที่บ้านคือแม่ของผู้หญิงที่ชื่อหลิงอวี้มีชื่อว่า ‘จางเหมยเฟย’ เดินถืออะไรบางอย่างเข้ามาให้เธอ

“รีบดื่มนี่สิ ร่างกายจะได้อุ่น” คำว่าแม่ทำให้หลิงอวี้รู้สึกลำบากใจมากที่จะเรียก เธอลังเลอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากขอบคุณได้

คนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเธอนั้นคือย่าของหลิงอวี้ มีชื่อว่า ‘หลิวโจวโจว’ ผมสีดอกเลาถูกรวบมัดไว้ข้างหลัง มือหยาบถือบุหรี่ฝิ่นไว้ในปาก ใบหน้าเรียบนิ่งน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเมื่อตอนที่ย่ายังสาวไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา สายตาชำเลืองมามองที่เธอ ก่อนจะเบะปากแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกว่า

“เจ้าเด็กคนนี้มีค่ามากหรืออย่างไรถึงได้ทำซุปไข่ไก่ให้กิน ไก่ไข่ของเรายังมีค่ากว่าเจ้าเด็กนี่เสียอีก”

เหมยเฟยไม่สนใจคำพูดของย่าโจวโจว อย่างไรเสียคนในครอบครัวเลือดเนื้อเชื้อไขของหล่อนก็สำคัญกว่า มีแม่คนไหนบ้างที่จะไม่รักลูกตัวเอง เหมยเฟยทำเหมือนไม่ได้ยินที่ย่าโจวโจวพูด ยังคงให้หลิงอวี้กินซุปไข่ไก่ต่อ

ในยุคนี้ทางการอนุญาตให้แต่ละครัวเรือนเลี้ยงสัตว์ได้แค่บ้านละ 1-2 ตัวเท่านั้น ต่อให้เลี้ยงไก่ดีแค่ไหนวันหนึ่งก็ได้ไข่ไก่มาแค่ 2 ฟองเท่านั้น ไข่ไก่สามารถนำไปแลกเงินได้ เพราะแบบนี้ย่าโจวโจว ถึงได้รู้สึกเสียดายไข่ไก่อย่างไรล่ะ

ย่าโจวโจวเห็นหลิงอวี้กินซุปไข่ไก่ทีเดียวหมดก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย ภายในใจแอบครุ่นคิด รอลูกชายกลับมาก่อนเถอะ จะต้องนำเรื่องนี้ไปบอกให้ลูกชายของตนกลับไปอบรมสั่งสอนลูกสาวคนเล็กอย่างหลิงอวี้คืนเสียใหม่

หลังจากที่กินซุปไข่ไก่เสร็จแล้ว หลิงอวี้ก็ได้บอกกับเหมยเฟยว่าตนนั้นอยากจะเข้าไปพักสักหน่อย แต่ความเป็นจริงแล้วเธอจะหลับลงได้อย่างไรกันเล่า หลิงอวี้ภาวนาขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงความฝัน หากลืมตาตื่นอีกครั้งขอให้เธอกลับไปยังที่ที่เธอจากมา เมื่อนึกคิดถึงเรื่องนี้แล้ว หลิงอวี้ได้แต่มองเจ้าแมวส้มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ

ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าแมวส้มของเธอที่วิ่งพรวดออกไปข้างนอกแล้วละก็ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นกับตัวเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะความโลภที่อยากจะเก็บเอาเงิน 100 หยวน เธอก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ยิ่งคิดหลิงอวี้ก็ยิ่งรู้สึกเศร้า ในคืนวันงานวันนั้น…มีหนุ่มคนหนึ่งที่เธอกำลังศึกษาดูใจจะประมูลเครื่องเพชรมูลค่าหลายล้านเหรียญให้เธอ ไม่คิดว่าเงิน 100 หยวนจะทำให้เธอมาอยู่ในยุคที่ลำบากแบบนี้

อยู่ในช่วงปรับตัว

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เธอไม่อยากจะนึกถึงมันอีก หลิงอวี้จึงเอนตัวนอนพักสักครู่ เพราะว่าภายในบ้านเป็นห้องโล่งเก็บเสียงไม่ค่อยจะดีนัก เธอบังเอิญได้ยินย่ากับแม่อยู่ข้างนอกพูดคุยกันอยู่

“พรุ่งนี้เธอพาหลิงอวี้ลูกสาวของเธอไปขอโทษคนที่บ้านเกาซะ เข้าใจไหม?!” เสียงนี้…ย่าโจวโจวอย่างนั้นเหรอ

“อี้เทียนเป็นเด็กใสซื่อไม่ประสีประสาอะไร แล้วก็ไม่รู้เรื่องการหมั้นหมายครั้งนี้ด้วย ไม่รู้ว่าทางบ้านอี้เทียนยังอยากที่จะแต่งงานกับครอบครัวเราอยู่หรือไม่” เหมยเฟยเอ่ยบอกพลางถอนหายใจแรง

“เรื่องดี ๆ แบบนี้เธอก็ไม่ต้องไปคิดมากหรอก ลูกสาวของเธอหนีออกจากบ้านไปนานกว่าหนึ่งปี บ้านเกาปกปิดเรื่องนี้ไม่เอาเรื่องก็ดีแค่ไหนแล้ว จะมีครอบครัวไหนที่อยากจะแต่งงานกับลูกสาวบ้านอื่นที่หนีออกจากบ้านไปเล่า”

“เฮ้อ ~ เจ้าอวี้เอ๋อร์หลงผิดไปจริง ๆ ” แม้ว่าแม่กับย่าจะคุยกันเบา ๆ แต่หลิงอวี้ก็ได้ยินทั้งหมดว่าย่ากับแม่คุยอะไรกัน

บ้านเกา ไม่ใช่ ‘เกาอี้เทียน’ พี่ชายคนรองของนางเอกนิยายเรื่องนี้เหรอ? ก็คือชายที่กำลังจะแต่งงานกับถิงหลิงอวี้ไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่งยุค 70 เหรอ? หากเป็นอย่างที่เธอคิดละก็ ตระกูลถิงเคยช่วยตระกูลเกาไว้นี่นา

สามปีต่อมา…เกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น ตระกูลเกาได้นำหลิงอวี้ไปเลี้ยงดูที่บ้านไม่กี่ปี เมื่อตอนยังเด็กหลิงอวี้เป็นเด็กที่น่ารัก ด้วยเหตุนี้บ้านเกาถึงได้รักและเอ็นดูหลิงอวี้มาก หลังจากนั้นบ้านเกาก็ได้มาที่บ้านถิงเพื่อพูดคุยถึงเรื่องการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล

แต่…หลิงอวี้กลับไม่อยากแต่งงานกับอี้เทียน หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลาย คืนวันก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน หลิงอวี้ได้ขโมยหนังสือสำคัญแล้วหายตัวไป เพราะอยากจะรักษาชื่อเสียงของหลิง อวี้ไว้ สองตระกูลได้ทำข้อตกลงกัน สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจบอกกับทุกคนว่าหลิงอวี้นั้นย้ายไปที่ปักกิ่งดูแลย่าเล็ก

แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้สองตระกูลถึงกับบาดหมางกันก็เถอะ แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลห่างเหินกว่าเมื่อก่อนมากและยังทำให้ความสัมพันธ์ของนางเอกของเรื่องที่ย้อนเวลากลับมาอย่าง ‘เกาจางโม่ว’ ที่แอบชอบ ‘ถิงเหลียนฟง’ พี่ชายของหลิงอวี้ต้องจบลง

ความจริงแล้วนางเอกของนิยายเรื่องนี้มีนามว่า ‘เกาเทียนมิ่ง’ หลังจากนั้นนางเอกของเรื่องก็ได้เปลี่ยนชื่อของตัวเองจากเกาจางโม่วเป็นเกาเทียนมิ่ง คือลูกสาวตระกูลเกา เนื้อหาในนิยายผู้เขียนเขียนบอกไว้ว่านางเอกอย่างเทียนมิ่งได้ฆ่าตัวตายในปี 1985 หลังจากนั้นก็ได้ย้อนเวลากลับมาในปี 1975

เพราะอยากจะได้อยู่เคียงคู่กับพระเอกของเรื่อง เทียนมิ่งได้ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย สุดท้ายก็ใช้สองมือของตัวเองสร้างตัวและเอาคืนคนชั่วทั้งหมดได้ พี่ชายคนโตของหลิงอวี้คือพระเอกของเรื่องนี้ ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านถิงเป็นแค่ตัวประกอบในเรื่องเท่านั้น

ก่อนหน้านั้นเธอเองก็ได้อ่านนิยายเรื่องนี้มาแล้ว 3 ครั้ง สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้ เธอคือตัวประกอบในนิยายเรื่องนี้จริง ๆ เนื้อเรื่องในตอนจบ ดูเหมือนนอกจากพระเอกที่ได้ดิบได้ดีแล้ว จุดจบของคนในบ้านถิงดูเหมือนจะมีจุดจบไม่ค่อยดีเท่าไร แม่ของหลิงอวี้เอง สุดท้ายก็กลายเป็นคนบ้าเสียสติ

นางเอกของเรื่องที่ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีตเป็นคนที่ไม่สนเรื่องของคนอื่น แม้ว่านางเอกจะย้อนเวลากลับมาก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนในบ้านถิงได้…หลังจากที่หลิงอวี้นั่งทบทวนเนื้อหาในนิยายที่ได้อ่าน เธอรู้สึกโกรธและเศร้าในเวลาเดียวกัน เธอไม่อยากมีชีวิตเหมือนตัวประกอบที่มีจุดจบอย่างอนาถ ฟ้าเล่นตลกกับชีวิตเธอจริง ๆ เลย…

ข่าวการกลับมาของหลิงอวี้แพร่สะพัดทั่วทั้งหมู่บ้าน ทันทีที่ ‘ถิงเจ๋อหลุน’ รู้ ก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านพร้อมกับลูกคนรอง รอให้สองพ่อลูกวิ่งกลับไปที่บ้านก่อน ชาวบ้านที่กำลังทำงานที่ทุ่งก็เดินมารวมกลุ่มกันพูดคุยถึงเรื่องนี้กับหัวหน้าทีมอย่างอี้เทียน

“หัวหน้าทีม ภรรยาของหัวหน้ากลับมาแล้วนะ นายไม่ไปเจอภรรยาของนายหรือ? ”

“ใช่ ๆ ถ้าไม่ไปตอนนี้ เดี๋ยวภรรยาของหัวหน้าก็หนีตามหนุ่มในเมืองใหญ่ไปหรอก”

นึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อน…มีหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียใจเมื่อรู้เรื่องการหมั้นหมายระหว่างหลิงอวี้และอี้เทียน แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยแซวอี้เทียนเลยสักคน ได้แต่พูดแซวเหมือนเมื่อครู่พอหอมปากหอมคอเท่านั้น

“วันนี้สงสัยผมคงหมอบหมายงานให้น้อยไปใช่ไหม? ” อี้เทียนที่ได้ยินชาวบ้านเอ่ยถึงชื่อของหลิงอวี้ ก็ได้ชำเลืองตามองชาวบ้านทีละคน รอจนกว่าชาวบ้านไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีกเขาถึงได้ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ

หลังจากที่เจ๋อหลุนและลูกชายคนรองอย่าง ‘ถิงหมิงฮ่าว’ กลับมาถึงที่บ้าน สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันที เหมยเฟยเห็นผู้เป็นสามีรีบวิ่งตาตื่นกลับมาแบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเพราะอะไร เพราะว่ากลัวหลิงอวี้จะถูกผู้เป็นสามีตบตี เหมยเฟยก็รีบคว้าเสื้อของผู้เป็นสามีไว้

“คุณอยากจะสั่งสอนลูกยังไงก็ได้ แต่ห้ามตบตีลูกนะ”

“เป็นเพราะคุณนั่นแหละที่คอยให้ท้ายลูกอยู่ตลอดเวลา” เจ๋อหลุนกลัวที่สุดก็คือแม่ รองมาก็คือภรรยา หากภรรยาบอกแบบนั้นแล้ว เจ๋อหลุนก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร แต่ก็ต้องทำทีเป็นเคร่งขรึม

“หลิงอวี้!!! แกออกมาจากห้องเดี๋ยวนี้!!!” หลิงอวี้ที่กำลังหมกตัวอยู่ในห้องกำลังอ่านตำราอย่างสบายใจเฉิบ ได้ยินเสียงเสียงตะคอกของเจ๋อหลุนถึงกับสะดุ้งโหยงถึงกับทำตำราร่วงตกลงไปที่พื้น

เจ๋อหลุนปีนี้เพิ่งจะอายุ 40 กว่า ๆ รูปลักษณ์ภายนอกสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้ม ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกับเจ๋อหลุนจริง ๆ คงกลัวกันหมด หลิงอวี้ที่เพิ่งจะทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ เห็นรูปร่างของเจ๋อหลุนอย่างกับอันธพาล ถึงกับถอยหลังไปหลายก้าว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...