โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมมติฐานว่าด้วยหนงจื้อเกากับประวัติศาสตร์ล้านนา (2)

The101.world

อัพเดต 06 พ.ค. 2567 เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • The 101 World

หนงจื้อเกาคือใครในประวัติศาสตร์ล้านนา

อ่าน ‘สมมติฐานว่าด้วยหนงจื้อเกากับประวัติศาสตร์ล้านนา’ ตอนที่ 1 ได้ที่นี่

หากจะเทียบเรื่องราวของหนงจื้อเกากับเรื่องราวของบุคคลในตำนานเรื่องใดเรื่องหนึ่งของล้านนา ควรเป็นบุคคลในตำนานที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานหรือการอพยพของคนไทจากทางเหนือ เท่าที่ผู้เขียนทราบ บุคคลที่พอจะเข้าเกณฑ์ดังกล่าวมีอยู่สองคน ได้แก่ ลวจังกราชหรือลาวจง ใน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ รวมถึงและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ขอเรียกรวมๆ ว่ากลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราช) และสิงหนติกุมาร ใน ตำนานสิงหนติ หรือ ตำนานโยนกเชียงแสน

ลวจังกราชหรือลาวจงเป็นวีรบุรุษในตำนานคนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงว่าเป็นปฐมบรรพบุรุษของราชวงศ์มังราย เรื่องราวของลวจังกราชปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 เป็นอย่างช้า เพราะถูกกล่าวถึงสั้นๆ ใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าเป็นเทพบุตรที่อุบัติมาเป็นโอปปาติกะ (ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาเองโดยไม่อาศัยพ่อแม่) อยู่ใต้ต้นพุทราต้นหนึ่งในบริเวณที่จะเป็นเมืองยางคปุระหรือเมืองเงินยาง เมื่ออุบัติเป็นโอปปาติกะแล้วได้รับความยอมรับจากมหาชนให้เป็นผู้นำ จึงได้สร้างเมืองยางคปุระขึ้นและเป็นปฐมกษัตริย์ในแคว้นโยน[1] เอกสารชั้นหลังๆ เช่น ตำนานราชวงศ์ปกรณ์ และ ตำนานพื้นเมืองพะเยา ยังระบุเพิ่มเติมว่าลวจังกราชมาอุบัติในโลกมนุษย์โดยการไต่บันไดเงินลงจากสวรรค์พร้อมกับบริวารพันองค์ เมื่ออุบัติลงมาแล้วชาวเมืองต่างบังเกิดความอัศจรรย์ใจและยกย่องให้เป็นกษัตริย์ครองเมือง[2]

ส่วนเรื่องของสิงหนติกุมารนั้น ปรากฏใน ตำนานสิงหนติ หรือ ตำนานโยนกเชียงแสน เนื้อหาใจความว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อเทวกาล ครองอาณาจักรไทยเทศ อันมีเมืองราชคฤห์หลวงเป็นเมืองหลวง พระเจ้าเทวกาลมีโอรสสามสิบองค์ ธิดาสามสิบองค์ โอรสองค์โตชื่อพิมพิสาร โอรสองค์รองชื่อสิงหนติ ต่อมาพระเจ้าเทวกาลแต่งตั้งเจ้าชายพิมพิสารเป็นอุปราช ให้สมรสกับราชธิดาองค์หนึ่ง จากนั้นจึงแบ่งสมบัติให้โอรสธิดา 29 คู่ที่เหลือแยกย้ายออกไปตั้งเมืองใหม่

สิงหนติกุมารเดินทางออกจากนครราชคฤห์ข้ามแม่น้ำสรภูมาทางตะวันออกเฉียงใต้ ข้ามแม่น้ำน้อยใหญ่มาถึงที่ราบแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงมากนัก ใกล้เมืองสุวรรณโคมคำซึ่งร้างไปก่อนหน้านั้น และเป็นที่อยู่ของชาวมิลักขุซึ่งมีปู่เจ้าลาวจกเป็นผู้นำ พญานาคเจ้าถิ่นตนหนึ่งชื่อพันธุนาคราชได้เชื้อเชิญให้สิงหนติกุมารและผู้ติดตามปักหลักสร้างบ้านแปงเมืองอยู่บริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งยังสร้างเมืองให้สิงหนติกุมาร สิงหนติกุมารจึงอยู่ครองเมืองดังกล่าวและตั้งชื่อเมืองว่าพันธุสีหนตินคร ตามชื่อของพญานาคเจ้าถิ่นและชื่อของตน

เมื่อขึ้นครองเมืองแล้ว พระยาสีหนติราชได้เรียกเอาผู้นำชาวมิลักขุทั้งหลายที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิมให้เข้ามาอยู่ในอำนาจ ต่อมามีเมืองหนึ่งชื่อเมืองอุโมงคเสลา อยู่บริเวณต้นแม่น้ำกก ไม่ยอมเข้ามาสวามิภักดิ์ พระยาสิงหนติราชจึงยกทัพไปปราบจนเมืองดังกล่าวถึงแก่ความวินาศ พระยาสิงหนติครองเมืองอยู่จนอายุ 120 ปีก็สิ้นอายุขัยไป[3]

ทั้งนี้ ตำนานสิงหนติ น่าจะเป็นตำนานที่แต่งใหม่ในยุคหลัง มีอายุไม่มากนัก เนื่องจากต้นฉบับตัวเขียนของตำนานเรื่องดังกล่าว ฉบับคัดลอกเก่าที่สุดเท่าที่พบในปัจจุบันมีอายุเพียงราวศตวรรษที่ 19 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของ ตำนานสิงหนติ น่าจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของพระเจ้าพรหมมหาราช ซึ่งเป็นวีรบุรุษอีกคนหนึ่งในตำนานและเรื่องพระเจ้าไชยศิริ ซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าพรหมมหาราชมานั้น ปรากฏอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นหลังของสยามอยู่หลายชิ้น เช่น พระราชพงศาวดารสังเขป ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส[4] จุลยุทธการวงศ์ ของสมเด็จพระวันรัตน์วัดพระเชตุพนฯ[5] และ ‘จดหมายเหตุโหร’ ที่เรียบเรียงไว้ใน ประชุมพงศาวดารภาคที่ 8[6] กระทั่งเอกสารฝ่ายล้านนาหลายเรื่อง เช่น ตำนานเมืองพะเยา และ ‘พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน’ ที่เรียบเรียงไว้ใน ประชุมพระราชพงศาวดาร ภาคที่ 61 ก็กล่าวถึงบุคคลที่ปรากฏตัวใน ตำนานสิงหนติ เช่นปู่เจ้าลาวจกและพระเจ้าพรหมมหาราชด้วยเช่นกัน[7]

จะเห็นได้ว่าตำนานว่าด้วยวีรบุรุษทั้งสองคนต่างกล่าวถึงกลุ่มคนจากถิ่นอื่นที่อพยพโยกย้ายเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองในล้านนาเหมือนกัน โดยกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชระบุว่าลวจังกราชพาบริวารนับพันอพยพลงมาจากสวรรค์ฟากฟ้า ซึ่งอาจเป็นสัญญะหมายถึงแผ่นดินจีน ทำนองเดียวกับที่ขจร สุขพาณิช เคยตีความว่า ‘เมืองแถน’ (แปลความตรงตัวได้ว่าเมืองฟ้าหรือเมืองสวรรค์) ใน ตำนานขุนบูลม คืออาณาจักรเทียนในประเทศจีน[8] และเอกสารล้านนาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายเองก็นิยมเรียกจักรพรรดิจีนว่า ‘เจ้าลุ่มฟ้า’ หรือฟ้าที่ลวจังกราชและบริวารพากันอพยพลงมานั้นอาจหมายถึงมณฑลยูนนาน ซึ่งชื่อมณฑลมีความหมายในภาษาจีนว่า ‘เมฆใต้’ หรือ ‘สวรรค์แดนใต้’ ก็ได้เช่นกัน

ในขณะที่ ตำนานสิงหนติ ระบุว่าสิงหนติกุมารพาไพร่พลอพยพมาจากเมืองราชคฤห์ กระนั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องหมายความว่าจะสิงหนติกุมารจะอพยพมาจากนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธในอินเดียเหนือจริงๆ ในทางหนึ่ง ตำนานสิงหนติฉบับชำระโดยหอสมุดแห่งชาติระบุว่าสิงหนติกุมารสืบเชื้อสายมาจากฮ่อหรือจีน แต่ข้อความทำนองนี้กลับไม่พบในต้นฉบับตัวเขียนทุกฉบับของตำนานดังกล่าวแต่อย่างใด[9] หากมองว่า ตำนานสิงหนติ อาจถูกแต่งเสริมเติมต่อเนื้อหาให้พิสดารขึ้นภายหลัง การที่ผู้แต่งกำหนดให้สิงนติกุมารอพยพมาจากเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ ทั้งยังให้เป็นน้องชายร่วมสายเลือดกับพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในพุทธประวัตินั้น อาจเป็นเพียงความพยายามเชื่อมโยงวงศ์กษัตริย์ดั้งเดิมของล้านนาเข้ากับราชวงศ์ของพระยาสมันตราชหรือพระมหาสมตติ ซึ่งถือกันว่าเป็นวงศ์กษัตริย์วงศ์แรกและเป็นวงศ์กษัตริย์ที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิและสิทธิธรรมแท้จริงเพียงวงศ์เดียว ดังที่พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ สันนิษฐานว่า ตำนานสิงหนติ เป็นตำนานที่แต่งขึ้นโดยปราชญ์ในราชสำนักมังราย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงเรื่องราวของลวจังกราชซึ่งเป็นปฐมบรรพบุรุษของราชวงศ์มังรายกับเรื่องราวในสมัยพุทธกาล[10] เรื่องการวิพากษ์ วิเคราะห์ และตีความเนื้อหาของ ตำนานสิงหนติ นี้ คงจะได้มีผู้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายในโอกาสถัดไป

ในเนื้อเรื่องช่วงกลางของตำนานทั้งสองยังปรากฏเรื่องราวของวีรบุรุษผู้พิชิตที่มีอัจฉริยภาพทางการทหารเป็นอย่างยิ่งในช่วงกลางของเนื้อเรื่องเหมือนๆ กัน ได้แก่ ขุนเจืองในกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราช และพระเจ้าพรหมมหาราชของ ตำนานสิงหนติ น่าสังเกตว่าเรื่องราวชีวิตของวีรบุรุษผู้พิชิตทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเกิดมาเป็นโอรสของกษัตริย์ที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายนอก[11] วีรกรรมการต่อสู้กับข้าศึกต่างชนชาติจนได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ การแตกสายตระกูลของทายาทรุ่นหลัง[12] กระทั่งชื่อช้างศึกคู่ใจของวีรบุรุษทั้งสองก็ยังตรงกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า พระเจ้าพรหมมหาราชอาจเป็นวีรบุรุษในตำนานที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากการ ‘ยืมเรื่อง’ และ ‘ยืมตัวตน’ ของขุนเจืองซึ่งเป็นวีรบุรุษในตำนานรุ่นเก่ากว่า หรือกระทั่งว่าเรื่องของพระเจ้าพรหมนั้นเป็นผลผลิตจากการนำเรื่องราวของขุนเจืองซึ่งเป็นวีรบุรุษในปกรณัมศาสนาท้องถิ่นมา ‘จับบวช’ หรือดัดแปลงให้สอดคล้องตามขนบทางวรรณกรรมในพระพุทธศาสนา[13]

กลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชและ ตำนานสิงหนติ ยังปรากฏร่องรอยความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองตำนานในส่วนอื่นๆ อยู่บ้าง เช่น การกล่าวถึงปู่เจ้าลาวจก และการยืมเอานามของพญามังรายในกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชมาตั้งเป็นนามของพระยามังรายณราชใน ตำนานสิงหนติ อีกทั้งเนื้อหาบางส่วน ตำนานสิงหนติ ยังมีความสับสนลักลั่นเรื่องเวลาและสถานที่อยู่พอสมควร[14] จึงน่าคิดว่าหากเรื่องราวว่าด้วยพระเจ้าพรหมมหาราชเกิดขึ้นจากการหยิบยืมเรื่องราวและตัวตนของขุนเจืองมา ‘จับบวช’ มาจริง ตำนานสิงหนติ ทั้งเรื่องจะเกิดขึ้นจากการหยิบยืมเรื่องราวของกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชมา ‘จับบวช’ ด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ มีความเห็นว่าเนื้อหาของ ตำนานสิงหนติ นั้นไม่ควรยึดถือเป็นสารัตถะสำหรับอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ เพราะมิใช่ความทรงจำดั้งเดิมของคนล้านนา และไม่ปรากฏอยู่ในสารบบคำบอกเล่าเรื่องผีบรรพบุรุษของผู้คนในที่ราบเชียงแสน แต่เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 15-16 โดยหยิบยกเอาเนื้อหาจากหลายแหล่ง เช่น พระสูตรในพระไตรปิฎก ตำนานของบรรพกษัตริย์ในราชวงศ์ลวจังกราช และตำนานเรื่องเล่าของบ้านเมืองต่างๆ รอบล้านนามาประกอบสร้างเป็นเรื่องราวใหม่ จึงควรใช้อ้างอิงเพียงเพื่อศึกษาและแสดงวิธีคิดของปัญญาชนล้านนาในช่วงที่ตำนานเรื่องนี้ถูกรจนาขึ้นมาเท่านั้น[15]

หากเชื่อว่า ตำนานสิงหนติ คือเรื่องราวของกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชที่ถูกดัดแปลงตามขนบวรรณกรรมพุทธตามที่ตั้งแนวสมมติฐานไว้ ทั้งลวจังกราชและสิงหนติกุมารซึ่งต่างมีบทบาทเป็นปฐมกษัตริย์ในตำนานที่อพยพจากดินแดนอื่นมานั้นย่อมมีตัวตนที่แท้จริงเป็นบุคคลเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวกันหรือได้รับเค้าตัวตนจากหนงจื้อเกา (หรือลูกหลานและผู้ติดตาม) ที่อพยพมาถึงดินแดนล้านนา แต่หากยังถือว่าตำนานทั้งสองเรื่องมิใช่ตำนานเรื่องเดียวกัน และลวจังกราชยังคงเป็นคนละบุคคลกับสิงหนติกุมาร ก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าตัวตนของหนงจื้อเกามีโอกาสจะตรงกับลวจังกราชหรือสิงหนติกุมารมากกว่ากัน โดยประเด็นศักราชของเหตุการณ์ซึ่งทองแถม นาถจำนง ได้ใช้วินิจฉัยว่าหนงจื้อเกาน่าจะเป็นบุคคลคนละคนกับขุนเจืองก่อนหน้านี้อาจนำมาใช้วิเคราะห์เทียบหาตัวตนของหนงจื้อเกาได้เช่นกัน

การบันทึกศักราชของเหตุการณ์ใน ตำนานสิงหนติ นั้นสร้างความสับสนให้กับผู้อ่านและผู้ศึกษามานานแล้ว เนื่องจากเนื้อเรื่องของ ตำนานสิงหนติ ดำเนินผ่านกาลเวลาอันยาวนาน โดยใช้การตัดศักราชแต่ละครั้งเป็นหมุดหมายอ้างอิงสำหรับเทียบเวลากับประวัติศาสตร์นอกขอบเขตของตำนาน (นั่นคือประวัติศาสตร์ศาสนา ซึ่งถือเป็น ‘ประวัติศาสตร์สากล’ ของปราชญ์ยุคจารีต) และแต่ละครั้งที่เรื่องราวดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่โลกภายนอกมีการตัดศักราช ศักราชในเนื้อเรื่องก็จะเปลี่ยนไปใช้ศักราชที่ตัดใหม่นั้น โดยมิได้ระบุชื่อศักราชที่เปลี่ยนแปลง เช่น สิงหนติกุมารเกิดในปีแรกของอัญชนะศักราช ศักราชในเนื้อหาช่วงต้นของ ตำนานสิงหนติ จึงเป็นอัญชนะศักราช เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงศักราช 148 นับตามอัญชนะศักราช ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าอชาตศัตรูและพระมหากัสสปะได้ตัดอัญชนะศักราชลงและเริ่มใช้พุทธศักราชเป็นศักราชใหม่ปีแรก ศักราชใน ตำนานสิงหนติ ก็เปลี่ยนจากศักราช 148 มาเป็นศักราช 1 แทน และเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงพุทธศักราช 622 ซึ่งมีการตัดพุทธศักราชมาใช้มหาศักราช ศักราชใน ตำนานสิงหนติ ก็เปลี่ยนจากศักราช 622 มาเป็นศักราช 1 ทันที โดยเนื้อเรื่องของ ตำนานสิงหนติ จะดำเนินไปจบที่มหาศักราช 559 หรือจุลศักราช 1 ซึ่งตามตำนานระบุว่าเป็นปีที่มีการตัดศักราชใหม่อีกครั้ง[16]

ดังนั้น เนื้อเรื่องของ ตำนานสิงหนติ จึงดำเนินมาตั้งแต่ 148 ปีก่อนพุทธศักราช มาจนพุทธศักราชที่ 1181 หรือก็คือระหว่าง 691 ปีก่อนศักราชมาจนปี 638 เท่ากับว่าสิงหนติกุมารเกิดก่อนหนงจื้อเการ่วม 1,300 ปี และยังมีอายุเก่าแก่เกินกว่าอายุของหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของคนไท – ลาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่าที่พบ แน่นอนว่าศักราชในตำนานเช่นนี้ไม่ควรถือเป็นสาระมากนักเพราะมักเป็นการระบุย้อนหลังให้เก่าเกินจริง โดยเฉพาะสำหรับ ตำนานสิงหนติ ซึ่งอาจมีจุดประสงค์ในการแต่งต้องการสร้างความเก่าแก่โบราณให้กับประวัติศาสตร์ล้านนาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่สมกับหลักฐานเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดความน่าเชื่อถือของตำนานในตัว

กระนั้นเอง ก็มิใช่ว่าเรื่องราวของลวจังกราชจะปรากฏการบันทึกศักราชที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือจนปราศจากข้อสงสัย โดยทั่วไปแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าลวจังกราชได้ลงมาอุบัติเป็นโอปปาติกะในปีจุลศักราช 1 ตรงกับปีพุทธศักราช 1181 หรือปี 638 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนปีเกิดของหนงจื้อเการาวสี่ศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ที่มาของการระบุศักราชดังนี้ค่อนข้างคลุมเครือเนื่องจากใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงลวจังกราชนั้นมิได้ระบุศักราชที่ลวจังกราชมีชีวิตอยู่แต่อย่างใด ใน ตำนานเมืองพะเยา เองก็เพียงระบุศักราชไว้ลอยๆ เอกสารที่กำหนดศักราชของลวจังกราชไว้อย่างละเอียดที่สุดคือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกล่าวถึงการอุบัติลงมาเป็นโอปปาติกะของลวจังกราชไว้ว่า

…ลำดับพันธุมัตติกสกราชมาได้ 622 พระญาตรีจักขุอนุรุทธธัมมิกราชะเปนใหย่ในชัมพูทีป ตัดสกราช 622 นั้นเสียในปลีเปิกเส็ด แล้วตั้งสกราชใหม่ในปีปลีกัดใค้ วันนั้นแล

ในขณะยามนั้น อนุรุทธธัมมิกราชะตนนั้น เรียกหายังมหากระสัตรแลท้าวพระญาในสกลชัมพูทีปทังมวล หื้อเข้ามาพร้อมในราชสำนักแห่งตน ดั่งท้าวพระญามหากระสัตรเมืองอื่นค็เข้าไพพร้อมเสียง พั่นดั่งเมืองล้านนาไท หาไผจักไพพร้อมบ่ได้ เหตุว่าบ่มีมหากระสัตร เมื่อนั้น อนิรุทธธัมมิกราชะจิ่งขอกับด้วยอินทาธิราชะเจ้าว่า ขออินทาธิราชะเจ้าเปนที่เอาใจใส่ เมืองล้านนาไทอันเปนที่ตั้งวรพุทธสาสนาแล หากระสัตตราธิราชะตนเปนเจ้า เปนใหย่บ่ได้แด่ ว่าอั้นฉันนั้น อินทธิราชะเจ้าค็รับเอาคำว่า ดีดีนัก เราค็หากจักเอาใจใส่ชะแล ว่าอั้น แล้วอินทาธิราชะค็พิจจรณาหา ค็หันยังเทวบุตรตนนึ่งชื่อลวจังกรเทวบุตรอันมีบุญสมพารหากได้กัตตาธิการมากมาก อยู่เสวิยทิพพสัมปัตติในชั้นฟ้าตาวติงสา มีอายุหากจักเสี้ยงดั่งอั้น พระญาอินท์ค์เข้าไพสู่สำนักเทวบุตรตนนั้น แล้วค็กล่าวว่า มาริส ดูราเจ้าตนหาทุกข์บ่ได้ ท่านจุ่งลงไพเกิดในมมนุสสโลกเมืองฅนที่เมืองเชียงลาวที่นั้น แล้วกะทำราชภาวะเปนท้าวพระญามหากระสัตร เปนเจ้าเปนใหย่แก่ท้าวพระญาทังหลายในเมืองล้านนาไท แลรักษายังวรพุทธสาสนาเทิอะ ว่าฉันนั้น

ลวจังกรเทวบุตรค็รับเอาคำพระญาอินทาว่า สาธุ ดีดีแล ว่าอั้น แล้วค็จุตติแต่ชั้นฟ้าลงมากับปริวารแห่งตนพันนึ่งก่ายยเกินเงินทิพแต่ชั้นฟ้า นัยยะ 1 ว่าก่ายแต่ปลายดอยุงลงมาเอาปฏิสันธิโอปปาติกา โสฬสวสฺสุทฺเทสิโก ราชกุมาโร วิย เกิดมาเปนปุริสสามญะ เปนดั่งราชกุมารอันได้ 16 ขวบเข้า ทรงวัตถาภรณะเครื่องง้าอลังการนั่งอยู่เหนืออาสสนาใต้ร่มไม้พุทระ คือว่าไม้ทันควรสนุกใจ มีที่ใกล้น้ำแม่สายในเมืองชยวรนคอร คือว่าเมืองเชียงลาว ส่วนว่าปริวารพันนั้นอันเปนผู้ยิงผู้ชายค็ลงมาเกิดเอาปฏิสันธิโอปปาติกะในร่มไม้ทันด้วยนิยม…”[17]

กล่าวโดยสรุปก็คือ การอุบัติขึ้นของลวจังกราชเกิดขึ้นในช่วงที่มีการตัดศักราชโดยพระญาอนิรุทธธัมมิกราชหรือพระเจ้าอโนรธาแห่งอาณาจักรพุกาม อันเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าพระเจ้าอโนรธาผู้นี้เป็นผู้ตั้งจุลศักราช อันเป็นศักราชที่นิยมใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลวจังกราชจึงควรเป็นคนรุ่นเดียวกันกับพระเจ้าอโนรธาและมีชีวิตใกล้เคียงกับช่วงที่พระเจ้าอโนรธาตัดมหาศักราชและตั้งจุลศักราช ผู้เรียบเรียงเอกสารในกลุ่มตำนานราชวงศ์ลวจังกราชหลายฉบับยึดถือเอาการกระทำของพระเจ้าอโนรธาคือการตัดศักราชเป็นสำคัญ จึงถือว่าการอุบัติขึ้นของลวจังกราชเกิดขึ้นเมื่อปีจุลศักราช 1 ซึ่งที่จริงก็น่ารับฟังเพียงพอจะสรุปเรื่องศักราชที่ลวจังกราชมีชีวิตอยู่แล้ว และระยะดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าเก่าเกินช่วงเวลาอันเป็นไปได้ที่คนไท – ลาวกลุ่มแรกๆ จะเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา

อย่างไรก็ตาม หากลองพินิจเรื่องนี้โดยยึดเอาความร่วมรุ่นระหว่างพระเจ้าอโนรธาและลวจังกราชเป็นสำคัญ จะมีปัญหาสำคัญว่าด้วยเรื่องศักราชที่ลวจังกราชมีชีวิตอยู่ให้ขบคิดได้เพิ่มเติมอีกประการ นั่นคือพระเจ้าอโนรธามิได้เป็นผู้ตัดมหาศักราชและตั้งจุลศักราชดังที่ตำนานระบุ เพราะแท้จริงแล้ว จุลศักราชเป็นศักราชที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรปยูเรืองอำนาจก่อนการก่อตั้งอาณาจักรพุกาม กล่าวคือ พระราชพงศาวดารชะตาหลวง หรือซาทาดอว์บอนยาซะวิน (Zatadawbon Yazawin) ซึ่งเป็นพระราชพงศาวดารฉบับเก่าแก่ที่สุดของพม่าระบุว่าพระเจ้าอโนรธาถือกำเนิดในปี 1014 ขึ้นครองราชย์ปี 1044 และสิ้นชีวิตในปี 1077[18] ในขณะที่การนับปีจุลศักราชนั้นเริ่มนับปีแรกในปี 638 เท่ากับว่าปีที่ตั้งจุลศักราชเป็นเวลาก่อนช่วงชีวิตของพระเจ้าอโนรธาเกือบสี่ศตวรรษ หากถือว่าลวจังกราชเป็นคนรุ่นเดียวกับพระเจ้าอโนรธา ลวจังกราชก็ควรมีชีวิตอยู่ช่วงกลางศตวรรษที่ 11 ซึ่งจะตรงกับช่วงชีวิตของหนงจื้อเกาพอดี ทั้งยังจะตรงกับช่วงเวลาที่เกิดระลอกการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนาและส่วนอื่นๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันเมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน[19]

นอกจากนี้ ยังมีอีกร่องรอยหนึ่งที่ชวนให้คิดได้ว่าหนงจื้อเกาอาจเป็นบุคคลเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวและตัวตนของลวจังกราชไม่มากก็น้อย คือการที่ลวจังกราชซึ่งมีชื่อภาษาล้านนาว่า ‘ลาวจง’ รวมถึงลูกหลานที่สืบทอดเชื้อสายราชวงศ์ลวจังกราชต่างใช้คำว่า ‘ลาว’ เป็นยศนำหน้านามของตนมาจนรัชสมัยของพญามังรายจึงได้เลิกใช้ยศดังกล่าว จนผู้รู้บางท่านก็ตั้งชื่อราชวงศ์ของลวจังกราชก่อนถึงรัชสมัยพญามังรายว่าราชวงศ์ลาว

การใช้คำว่าลาวเป็นยศเช่นนี้ชวนให้ประหวัดนึกถึงชื่อกลุ่มชนเผ่า ‘เรา’ หรือ ‘ผู้เรา’ ของหนงจื้อเกา ซึ่งถือกันว่าเป็นกลุ่มไท-ลาวเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจีนยุคโบราณก่อนจะแตกสายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทต่างๆ ตามสายเผ่าตระกูล ดังที่เผ่าตระกูลนุงหรือหนงของหนงจื้อเกาได้กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทนุงในปัจจุบัน ชื่อชนเผ่า ‘เรา’ หรือ ‘ผู้เรา’ ยังเป็นที่มาของชื่อชาติพันธุ์ลาวซึ่งเป็นประชากรหลักในประเทศลาวและชื่อชาติพันธุ์เกอลาวซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในมณฑลยูนนานของประเทศจีน[20] หากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เป็นเรื่องแปลกที่ชื่อชนเผ่า ‘เรา’ หรือ ‘ผู้เรา’ ของหนงจื้อเกาจะเป็นที่มาของยศหรือสกุล ‘ลาว’ ของกษัตริย์ในราชวงศ์ลวจังกราชได้ด้วยเช่นกัน

กระนั้น ก็น่าคิดต่อว่านอกจากที่เฉลิมยศของกษัตริย์ยุคก่อนพญามังรายว่าลาวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าชาวล้านนาเรียกตัวเองว่าลาวเลย อาจเป็นเพราะความทรงจำเรื่องชนเผ่า ‘เรา’ หรือ ‘ผู้เรา’ ซึ่งอาจกลายศัพท์มาเป็น ‘ลาว’ นี้เป็นเรื่องที่ถือกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นปกครอง มิได้แพร่หลายมาถึงประชาชน เหมือนที่ชนชั้นนำสุโขทัยถือตนว่าเป็น ‘ไทยผู้ดี’ ที่ถือ ‘ผีชาวเลือง’ หรือสืบสายตระกูลเลืองมา[21] จนปรากฏนามที่เอกสารจีนเรียกชาวสุโขทัยคำว่า ‘ป๋อเล่อ’ หรือที่มีผู้สันนิษฐานว่าคือคำว่า ‘ปกเลือง’ (แคว้นเลืองหรือพวกเลือง)[22] แต่ก็ไม่ปรากฏในแหล่งใดว่าชาวสุโขทัยเรียกตัวเองว่าคนเลือง พบเพียงการเรียกโดยคนภายนอกซึ่งอาจเรียกตามที่เห็นจากการถือตนของชนชั้นปกครองก็เป็นได้

บทสรุปที่ยังไม่อาจชี้ชัดได้

แม้หลักฐานที่มีอยู่จะยังคงคลุมเครือเกินกว่าจะสรุปให้แน่ชัดได้ว่าตัวตนของหนงจื้อเกาจะตรงกับบุคคลใดในประวัติศาสตร์ล้านนา หรือกระทั่งจะได้อพยพมาถึงดินแดนล้านนาหรือไม่ แต่ร่องรอยในตำนานและหลักฐานแวดล้อมดังที่ได้อภิปรายในบทความนี้แสดงความเป็นไปได้ว่า หากหนงจื้อเกาแและ/หรือลูกหลานและผู้ติดตามได้อพยพมาถึงดินแดนล้านนาจริง ตัวตนของหนงจื้อเกาก็อาจตรงกับลวจังกราช ผู้เป็นปฐมบรรพบุรุษของกษัตริย์ล้านนาราชวงศ์มังราย นอกเหนือจากที่จะเป็นขุนเจืองดังข้อสันนิษฐานที่เป็นที่ทราบกันก่อนหน้านี้ เนื่องจากเรื่องราวชีวิตของลวจังกราชในฐานะผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานมีความสอดคล้องกับเรื่องราวการลี้ภัยของหนงจื้อเกามากกว่า อีกทั้งลวจังกราชและหนงจื้อเกายังอาจมีชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน และยังปรากฏร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างยศหรือตระกูลลาวของลวจังกราชกับชื่อชนเผ่าเราหรือผู้เราของหนงจื้อเกา

อย่างไรก็ตาม หากตัวตนของหนงจื้อเกาตรงกับลวจังกราชจริง ก็มิได้หมายความว่าหนงจื้อเกาจะต้องเป็นบุคคลเดียวกันกับลวจัวกราชเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าอย่างไรเสีย บันทึกของราชสำนักซ่งก็ยังคงเป็นหลักฐานชั้นต้นว่าด้วยมรณกรรมของหนงจื้อเกาที่จัดทำในระยะใกล้กับเหตุการณ์ที่สุด จึงต้องถือว่าเรื่องรางในบันทึกดังกล่าวมีน้ำหนักมากที่สุดยิ่งกว่าทฤษฎีอื่นๆ กระนััน ก็ยังเป็นไปได้ว่าแม้ว่าลวจังกราชจะมิใช่ตัวหนงจื้อเกาเอง ก็อาจเป็นลูกหลานหรือผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งของหนงจื้อเกาที่ได้อพยพหนีรอดมาถึงดินแดนล้านนา ยังเป็นไปได้อีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนงจื้อเกากับลวจังกราชอาจเป็นเพียง ‘การยืมเรื่อง’ เหมือนที่ธิดา สาระยา และวินัย พงษ์ศรีเพียร ตั้งข้อสังเกตว่าตำนานขุนเจืองเองก็อาจยืมเรื่องมาจากเรื่องราวของหนงจื้อเกาด้วยเข่นกัน และแน่นอนว่าหากนำทฤษฎียืมเรื่องมาอธิบายความเกี่ยวข้องระหว่างหนงจื้อเกากับลวจังกราช ก็ย่อมมีปัญหาในทีเหมือนดังที่ผู้เขียนได้วิจารณ์ข้อเสนอทำนองนี้ของวินัยไว้แล้วในบทความนี้

กล่าวให้ถึงที่สุด หลักฐานทั้งหมดที่เราทราบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหนงจื้อเกากับลวจังกราชยังคงเบาบางเกินกว่าจะสรุปไปทางใดทางหนึ่งได้ ดังจะเห็นได้ว่าในบทความนี่ปรากฏคำว่า ‘หาก’ ‘อาจจะ’ และ ‘เป็นไปได้ว่า’ อยู่เต็มไปหมด ยังคงมีความเป็นไปได้อื่นๆ เกี่ยวกับโชคชะตาของหนงจื้อเกาเต็มไปหมด หนงจื้อเกาอาจจะถูกสังหารที่ต้าหลี่และถูกส่งศีรษะไปยังราชสำนักซ่งดังที่บันทึกของราชสำนักซ่งว่าจริงๆ ก็ได้ หรือหนงจื้อเกาและ/หรือผู้ติดตามอาจจะพำนักในต้าหลี่จนถึงแก่กรรม หรืออาจอพยพลี้ภัยต่อไปทางอื่นและไม่เคยมาถึงล้านนาจริงๆ ก็ได้ หรือเรื่องการอพยพมาล้านนาของหนงจื้อเกาและ/หรือผู้ติดตามอาจเป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างทั้งหมดก็ได้ หรือกระทั่งว่าตำนานของลวจังกราชอาจไม่มีมูลความจริงใดให้ศึกษาได้เลยก็ยังเป็นได้ แต่หากเราสามารถรับสมมติฐานที่เชื่อมโยงหนงจื้อเกากับขุนเจืองไว้พิจารณาได้ ก็คงจะสามารถรับสมมติฐานที่เชื่อมโยงหนงจื้อเกากับลวจังกราชไว้พิจารณาได้ด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนตระหนักดีว่าการอภิปรายในบทความนี้ยังห่างไกลจากจุดที่จะสรุปผล ปิดประเด็น หรือหาคำตอบให้กับปริศนาที่ค้างคาอยู่เกี่ยวกับหนงจื้อเกากับประวัติศาสตร์ล้านนาให้แน่ชัดลงไปได้ ข้อเสนอในบทความนี้จึงอาจเป็นเพียงสมมติฐานที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอและข้อสังเกตต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงในบทความนี้จะมีผู้สนใจศึกษาต่อจากผู้เขียน รวมถึงหยิบยกเรื่องราวของหนงจื้อเกาขึ้นมาอภิปรายอีกในโอกาสถัดไป

[1] รัตนปัญญาเถระ, พระ, แสง มนวิทูร, แปล, ชินกาลมาลีปกรณ์. พระนคร: กรมศิลปากร, 1958. หน้า 92-93

[2] โปรดดู “ตำนานราชวงศ์ปกรณ์” ใน สงวน โชติสุขรัตน์, ประชุมตำนานล้านนาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศรีปัญญา, 2013. หน้า 109-110. และ เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี, ตำนานเมืองพะเยา. เชียงใหม่: นครพิงค์การพิมพ์, 2011. หน้า 1-3

[3] “ตำนานสิงหนติโยนกไชยบุรีศรีเชียงแสน” ใน สงวน โชติสุขรัตน์, อ้างแล้ว. หน้า 33-37

[4] ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ, “พระราชพงศาวดารสังเขป” ใน พระราชพงศาวดารสังเขป พระราชพงศาวดารย่อ และพระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดารสังเขป. กรุุงเทพฯ: คณะสงฆ์วัดพระเชตุพน ฯ, 2019.

[5] วันรัตน์, สมเด็จพระ, “จุลยุทธการวงศ์” ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 66. พระนคร: โรงพิมพ์เดลิเมล์, 1937.

[6] เทวโลก (แหยม วัชรโชติ), พระ, “จดหมายเหตุโหร” ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 8. พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, 1964.

[7] โปรดดู เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี, อ้างแล้ว. และ “พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน” ใน ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61. เชียงใหม่: ม.พ.พ., 1973.

[8] ขจร สุขพาณิช, “ถิ่นกำเนิดและแนวอพยพของคนไทย” ใน แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสาร โบราณคดี. 4(1). พระนคร, 1970.

[9] พิเศษ เจียจันทร์พงศ์, ตำนาน. กรุงเทพ:มติชน, 2012. หน้า 26-27

[10] เรื่องเดียวกัน. หน้า 32-33

[11] ขุนเจืองเป็นบุตรของจอมผาเรือง เจ้าเมืองพะเยา หลานลาวชิน เจ้าเมืองเงินยาง ในขณะนั้นเมืองพะเยา-เงินยางกำลังถูกรุกรานโดยกองทัพของท้าวกวา เจ้าเมืองแกวปะกัน ในสำนวนลาวว่าเป็นบุตรเจ้าเมืองเงินยาง ในขณะที่พระเจ้าพรหมมหาราชเป็นบุตรของพระองค์พังคราช เจ้าเมืองโยนกเชียงแสน ซึ่งพ่ายแพ้สงครามและต้องตกเป็นข้าขัณฑสีมาของขอมดำ

[12] ราชวงศ์ลวจังกราชสายของขุนเจืองได้ครองเมืองพะเยาเป็นอิสระแยกจากสายเมืองเงินยางซึ่งจะได้ก่อตั้งราชวงศ์มังรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา จนกระทั่งเมืองพะเยาถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในช่วงศตวรรษที่ 14 ราชวงศ์สิงหนติสายของพระเจ้าพรหมมหาราชได้สร้างและปกครองเมืองไชยปราการแยกจากเมืองโยนกเชียงแสนจนกระทั่งถูกมอญเมืองงสะเทิมโจมตีและต้องอพยพลงไปยังเมืองไตรตรึงษ์

[13] โปรดดู พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, “ภูมิหลังพระเจ้าพรหมมหาราช” ใน สุจิตต์ วงศ์เทศ, บรรณาธิการ, พระเจ้าพรหมมหาราช วีรบุรุษในตำนานของโยนก – ล้านนา. กรุงเทพ: ศิลปวัฒนธรรม, 2002. หน้า 59-67

[14] อภิชิต ศิริชัย, วิเคราะห์ตำนานจากเอกสารพื้นถิ่น ว่าด้วยโยนก นคร เวียงสี่ตวง เวียงพางคำ เมืองเงินยาง และประวัติวัดพระธาตุจอมกิตติ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย. เชียงราย: ล้อล้านนา, 2017.

[15] พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, ตำนาน. หน้า 57-61

[16] เรื่องเดียวกัน.หน้า 28-31

[17] คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ 700 ปี. เชียงใหม่: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, 1995. หน้า 5-6

[18] Coedès, George, The Indianized States of Southeast Asia. trans. Susan Brown Cowing.Honolulu: University of Hawaii Press, 1968. pp.133, 18-149, 155.

[19] Pittayaporn, Pittayawat, “LAYERS OF CHINESE LOAN WORDS IN PROTO-SOUTHWESTERN TAI AS EVIDENCE FOR THE DATING OF THE SPREAD OF SOUTH-WESTERN TAI” in MANUSYA: Journal of Humanities, Special Issue. 20. 2014 pp. 47-64

[20] Ferlus, Michael, “Formation of Wthnonyms in Southeast Asia”, 42nd International Conference on Sino-Tibetan Languages and Linguistics. Chiang Mai, 2009. 3-4

[21] กรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการพิจารณาจารึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ในคณะกรรมการการชำระประวัติศาสตร์ไทย, 2548. น. 154.

[22] อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, “แคว้นสุโขทัย: ปกเลือง ชาวเลือง และปอเล่อ” การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง สุโขทัยศึกษาและล้านนาศึกษา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2018 ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง ใน อรวรรณ ภิรมย์จิตรผ่อง, กระลำภักษ์ แพรกทอง, สรุปการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง สุโขทัยศึกษาและล้านนาศึกษา. ม.ป.ป. http://legacy.orst.go.th/?p=19213

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...