โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

4 เดือนต่อชีวิตลูกหนี้ 8 แสนราย อุ้มปรับโครงสร้างก่อนหนี้เสีย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2567 เวลา 00.55 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 00.44 น.

แบงก์ชาติไล่ปูพรมตรวจสอบ “แบงก์-น็อนแบงก์” เร่งปรับโครงสร้างหนี้ช่วย “ลูกหนี้” ก่อนเป็นหนี้เสีย เปิดข้อมูล 4 เดือนแรก สถาบันการเงินช่วยต่อชีวิตลูกหนี้กว่า 8 แสนบัญชี มูลหนี้กว่า 2.3 แสนล้านบาท

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Meet the Press” ว่า ธปท.พยายามผลักดันให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้มาตรการการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 โดยในเดือนมีนาคม-เมษายน 2567 ธปท.ได้มีการตรวจสอบแบบปูพรมกับธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) รวม 35 แห่งที่มีส่วนแบ่งประมาณ 80-90% ของตลาด

โดยเป็นการตรวจสอบปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) หรือ DR และหลังเป็นหนี้เสีย (TDR) พบว่า กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารให้ความช่วยเหลือได้ค่อนข้างมาก ขณะที่ภาพรวมแบงก์และน็อนแบงก์ทั้ง 35 แห่ง พบว่ามีการปรับโครงสร้างหนี้เฉลี่ยเดือนละ 2 แสนราย โดยช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ มีการปรับโครงสร้างหนี้รวมประมาณ 8.2 แสนบัญชี คิดเป็นมูลค่า 2.3 แสนล้านบาท (ไม่รวมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ SFIs) เนื่องจากมาตรการ Responsible Lending ยังไม่ได้บังคับใช้กับ SFIs

“จากการตรวจสอบพบว่าแบงก์และน็อนแบงก์ทั้ง 35 แห่ง 4 เดือนแรกช่วยปรับโครงสร้างหนี้ราว 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากไม่มีการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ เราจะเห็นหนี้เสียเยอะกว่านี้ อย่างไรก็ดี กลุ่มที่ ธปท.เป็นห่วงคือ กลุ่มลูกหนี้ที่ติดต่อไม่ได้ เพราะจะไม่สามารถช่วยเหลือได้”

กสิกรฯตัดขายหนี้น้อยลง

นายชัยยศ ตันติพิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (เคแบงก์) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับธนาคารกสิกรไทย รวมถึงแบงก์อื่น ๆ มีการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดยธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทั้งกลุ่มที่ผิดนัดชำระแต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (DR) และกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียแล้ว (TDR) มาอย่างต่อเนื่อง และมีการดำเนินการมากขึ้น และถี่ขึ้น โดยช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า 2 ครั้ง

“ลูกหนี้ 1 รายอาจจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ถึง 3-5 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับ ธปท.ที่ต้องการให้ธนาคารช่วยเหลือลูกค้าก่อนจะมีการตัดขายหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เพราะ ธปท.กลัวว่าแบงก์ต่าง ๆ จะเน้นขายหนี้ให้ AMC ก่อนจะช่วยเหลือลูกหนี้ จึงพยายามกำชับแบงก์ให้ปรับโครงสร้างหนี้ก่อน อีกส่วนก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ซึ่งก็มีลูกหนี้หลายรายที่ปรับแล้วก็ยังไหลกลับมาเป็นหนี้เสียอีก (Re-entry) เราก็พยายามช่วยต่อเนื่อง ตัดขายหนี้น้อยลง”

น็อนแบงก์ขานรับ ธปท.

ด้านนายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า แบงก์ชาติได้เรียกเข้าไปหารือถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเกณฑ์ Responsible Lending ซึ่งมีทั้งหมด 8 ด้าน โดยสิ่งที่ ธปท.เน้นย้ำและให้ความสำคัญจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และรายได้ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม

ธปท.ต้องการให้ผู้ประกอบธุรกิจน็อนแบงก์ ช่วยเหลือลูกหนี้ในการเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้มากขึ้น และเป็นไปตามเกณฑ์ Responsible Lending สำหรับลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และเมื่อเป็นเอ็นพีแอลอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่ง MTC ทำมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มทำเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ที่เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้ได้

“ธปท.ต้องการเช็กว่า ผ่านมา 5-6 เดือน สถาบันการเงินได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือมีอุปสรรคอะไรหรือไม่ ซึ่งในสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ลูกหนี้อาจได้รับผลกระทบและส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเลขหนี้เสียไหลเพิ่มขึ้น ธปท.จึงต้องการให้เราปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกมากขึ้น ซึ่ง ธปท.ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำเท่าไร แต่เชื่อว่ายิ่งทำมากเท่าไรยิ่งดี ซึ่งนอกจากจะช่วยลูกหนี้ และยังช่วยผู้ประกอบการด้วย เพราะหนี้เสียจะลดลง หรือไม่ไหลเพิ่มขึ้นเร็ว”

เมษาฯแก้หนี้ 1.5 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ระบุว่า การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน หรือก่อนจะเป็นหนี้เสียหรือ DR ในเดือน เม.ย. 2567 มีจำนวน 1.3 แสนบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 8.96 หมื่นล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 56,606 สัญญา วงเงิน 3.82 หมื่นล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย 19,709 สัญญา วงเงิน 2.87 หมื่นล้านบาท สินเชื่อธุรกิจ 10,061 สัญญา เม็ดเงิน 9.32 พันล้านบาท และสินเชื่อรถยนต์ 15,549 สัญญา เม็ดเงิน 7.88 พันล้านบาท

ขณะที่ตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย หรือ TDR เฉพาะที่มีการทำสัญญาในเดือน เม.ย. 2567 มีจำนวนประมาณ 1 แสนสัญญา คิดเป็นเม็ดเงินราว 5.8 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัย 13,465 สัญญา เม็ดเงิน 2.19 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38% ของวงเงินปรับโครงสร้างหนี้ TDR ทั้งหมด และรองลงมา สินเชื่อประเภทอื่น 11,219 สัญญา คิดเป็นวงเงิน 1.06 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจ 5,656 สัญญา เม็ดเงินราว 1.01 หมื่นล้านบาท

ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลมีจำนวนสัญญาอยู่ที่ 44,519 สัญญา คิดเป็นเม็ดเงิน 9.16 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.9% และสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ 19,812 สัญญา คิดเป็นเม็ดเงิน 4.97 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.6% ของเม็ดเงินรวมทั้งหมด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 เดือนต่อชีวิตลูกหนี้ 8 แสนราย อุ้มปรับโครงสร้างก่อนหนี้เสีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...