จับตาแรงส่ง‘ต้นทุน’กดดันเงินเฟ้อไทย
ภาวะ เงินเฟ้อของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงกดดันด้านราคาที่เคยอยู่ในระดับต่ำ ไปสู่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และอาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในระยะต่อไป แม้การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางค่าครองชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ การประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก การส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ ภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภค และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าแตกต่างไปจากภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.2569 อยู่ที่ 2.79% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 2.89% โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 18.09% โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 29.45% จากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส่วนหมวดซึ่งราคาปรับลดลง ได้แก่ หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล และหมวดเครื่องนุ่มห่มและรองเท้า
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบกับเดือนก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.17% จากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น 0.59% ตามการปรับขึ้นของราคาอาหารสำเร็จรูป ผักและผลไม้ และข้าว ในขณะที่หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ปรับลดลง 0.11% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าโดยสารสาธารณะที่ชะลอลงจากเดือนก่อน
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.92% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.83% หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบรายเดือน พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.27% ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ 0.41%
อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS ได้ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มกระจายไปยังหลายหมวด สะท้อนความเสี่ยงของผลกระทบระลอกสอง (Second-round effects) ที่จะขยายตัวออกเป็นวงกว้างขึ้น แรงกดดันด้านราคาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมวดพลังงานเป็นสำคัญในระลอกแรก แต่เริ่มส่งผ่านไปยังหมวดอาหารสดและหมวดพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน อาหารสำเร็จรูป และกลุ่มข้าวและแป้ง
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งลักษณะดังกล่าวคล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่แรงกดดันจากพลังงานทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนอาหาร การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐานในระยะถัดมา
2.เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ไทยเริ่มเห็นแรงกดดันจากฝั่งผู้ผลิตและการส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่เดือน ก.พ. ถึง เม.ย.2569 พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้น 8.5% และ 3.4% ตามลำดับ ขณะที่มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แม้ PPI จะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ CPI ยังปรับขึ้นในระดับจำกัดกว่า สะท้อนความอ่อนไหวของไทยต่อภาวะความผันผวนภายนอก จากการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า หากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจากปัญหาอุปทานชะงักงัน ภายหลังสต๊อกเดิมก่อนเกิดสงครามทยอยหมดลง การส่งผ่านต้นทุนจะขยายไปสู่หมวดพื้นฐานมากยิ่งขึ้น และทวีแรงกดดันต่อค่าครองชีพ รวมถึงกำลังซื้อของครัวเรือนต่อไป
สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน ยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจทำให้ทิศทางเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในระยะข้างหน้า ดังนั้น การติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่างประเทศควบคู่กับมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง.
ครองขวัญ รอดหมวน