โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาแรงส่ง‘ต้นทุน’กดดันเงินเฟ้อไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาวะ เงินเฟ้อของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงกดดันด้านราคาที่เคยอยู่ในระดับต่ำ ไปสู่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และอาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในระยะต่อไป แม้การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางค่าครองชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ การประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก การส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ ภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภค และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าแตกต่างไปจากภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.2569 อยู่ที่ 2.79% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 2.89% โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 18.09% โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 29.45% จากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส่วนหมวดซึ่งราคาปรับลดลง ได้แก่ หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล และหมวดเครื่องนุ่มห่มและรองเท้า

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบกับเดือนก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.17% จากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น 0.59% ตามการปรับขึ้นของราคาอาหารสำเร็จรูป ผักและผลไม้ และข้าว ในขณะที่หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ปรับลดลง 0.11% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าโดยสารสาธารณะที่ชะลอลงจากเดือนก่อน

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.92% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.83% หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบรายเดือน พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.27% ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ 0.41%

อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS ได้ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มกระจายไปยังหลายหมวด สะท้อนความเสี่ยงของผลกระทบระลอกสอง (Second-round effects) ที่จะขยายตัวออกเป็นวงกว้างขึ้น แรงกดดันด้านราคาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมวดพลังงานเป็นสำคัญในระลอกแรก แต่เริ่มส่งผ่านไปยังหมวดอาหารสดและหมวดพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน อาหารสำเร็จรูป และกลุ่มข้าวและแป้ง

ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งลักษณะดังกล่าวคล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่แรงกดดันจากพลังงานทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนอาหาร การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐานในระยะถัดมา

2.เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ไทยเริ่มเห็นแรงกดดันจากฝั่งผู้ผลิตและการส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่เดือน ก.พ. ถึง เม.ย.2569 พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้น 8.5% และ 3.4% ตามลำดับ ขณะที่มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แม้ PPI จะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ CPI ยังปรับขึ้นในระดับจำกัดกว่า สะท้อนความอ่อนไหวของไทยต่อภาวะความผันผวนภายนอก จากการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า หากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจากปัญหาอุปทานชะงักงัน ภายหลังสต๊อกเดิมก่อนเกิดสงครามทยอยหมดลง การส่งผ่านต้นทุนจะขยายไปสู่หมวดพื้นฐานมากยิ่งขึ้น และทวีแรงกดดันต่อค่าครองชีพ รวมถึงกำลังซื้อของครัวเรือนต่อไป

สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน ยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจทำให้ทิศทางเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในระยะข้างหน้า ดังนั้น การติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่างประเทศควบคู่กับมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง.

ครองขวัญ รอดหมวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...