โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. ห่วงเศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง ค่าครองชีพพุ่ง จับตา “Zombie Firms” เนียนแย่งสภาพคล่อง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.20 น. • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดรายงานประชุมกนง. ล่าสุด มองเศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง ห่วงค่าครองชีพพุ่ง พร้อมเฝ้าระวังปัญหาบริษัทไร้ศักยภาพ (Zombie Firms) แย่งสภาพคล่องธุรกิจ

8 กรกฎาคม 2569 -ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 3/2569 ประชุมเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน และ 24 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ต่อปี

กรรมการที่เข้าร่วมประชุม

นายวิทัย รัตนากร (ประธาน), นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน), นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์, นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน, นายเชาว์ เก่งชน, นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และนายสมชาย หาญหิรัญ

การประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีแรงส่งสาคัญจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่องตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากสถานการณ์มีแนวโน้มปรับดีขึ้น และธุรกิจสามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด แต่ SMEs ปรับตัวได้จากัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งนี้ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐมีส่วนช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและลดทอนผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้กับภาคครัวเรือนได้บางส่วน

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่าและไม่ทั่วถึง โดยมีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.8 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดย

(1) การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูง ขณะที่การส่งออกสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังขยายตัวต่าจากปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่มีมาต่อเนื่อง

(2) การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของธุรกิจในสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (data center) และยานยนต์ไฟฟ้า ตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น โดยคาดว่าจะมีแรงส่งต่อเนื่องไปอีกประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ดี ธุรกิจส่วนหนึ่งยังชะลอการลงทุนโดยเฉพาะ SMEs และสาขาธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันสูงและกาลังซื้อที่ยังอ่อนแอ อาทิ ธุรกิจค้ายานยนต์ โรงแรม ขนส่ง และอสังหาริมทรัพย์

(3) ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แม้จานวนนักท่องเที่ยวใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 33 และ 35.5 ล้านคน ในปี 2569 และ 2570 ตามลาดับ แต่รายรับนักท่องเที่ยวโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล และนักท่องเที่ยวจีน และ

(4) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและแนวโน้มรายได้ที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยประคับประคองการบริโภคในระยะสั้น ส่งผลให้ การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะลดลงในปี 2570 เมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลจากฐานที่สูงในปี 2569

คณะกรรมการฯ สอบถามถึงปัจจัยที่กดดันให้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่าต่อเนื่อง แม้ว่าราคาพลังงานจะเริ่มปรับลดลงแล้ว และสอบถามว่าการบริโภคภาคเอกชนของแต่ละกลุ่มรายได้ ได้รับผลกระทบแตกต่างกันหรือไม่ โดยเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและแนวโน้มรายได้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น

ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่า การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 และ 2570 ที่ยังขยายตัวต่าเป็นผลจากทั้งรายได้ที่แท้จริงที่ชะลอลงและฐานะการเงินของครัวเรือนบางกลุ่มที่เปราะบางอยู่เดิม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่เผชิญภาระหนี้สูง นอกจากนี้ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับลดลง แต่ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนแบ่งตามกลุ่มรายได้ พบว่าการบริโภคแผ่วลงในทุกกลุ่มรายได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำ รวมทั้งการบริโภคที่ปรับลดลงไม่ได้จำกัดอยู่ในหมวดพลังงาน แต่เริ่มเห็นการบริโภคหมวดอื่นโดยเฉพาะอาหารนอกบ้านปรับลดลง สะท้อนความระมัดระวังการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

คณะกรรมการฯ เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่รูปแบบการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์ลดลง โดยการลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มธุรกิจดิจิทัลที่พึ่งพาการนาเข้าสูง ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่การขอรับการส่งเสริมฯ มีสาขาธุรกิจที่หลากหลายมากกว่า เช่น โรงแรม และอุตสาหกรรมอาหาร จึงทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจลดลง

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ อภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการลงทุนจริงของ FDI หลังได้รับการส่งเสริมฯ ว่าอาจเกิดเร็วขึ้น โดยกรรมการท่านหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระยะเวลา การลงทุนจริงขึ้นกับลักษณะโครงการด้วย โครงการที่เป็นการขยายธุรกิจเดิมหรือการลงทุนต่อยอดมักใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขณะที่โครงการจัดตั้งใหม่จะใช้เวลานานกว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี

นอกจากนี้ การลงทุนของธุรกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลมีการแข่งขันสูงและรอบการลงทุนสั้น ส่งผลให้การดาเนินโครงการเกิดเร็วขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมฯ

คณะกรรมการฯ เห็นว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว และจะกลับมาเกินดุลในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การขาดดุลการค้าในช่วง 5 เดือนแรกของปีมีสาเหตุหลักจากการนำเข้า ที่เร่งขึ้นทั้งด้านปริมาณและด้านราคาในช่วงเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการนาเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี ประเมินว่าดุลการค้าจะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากราคาน้ามันที่มีแนวโน้มปรับลดลง และการลดการนำเข้าจากการทยอยระบายสินค้าคงคลังที่เร่งนาเข้าในช่วงก่อนหน้า

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 และ 1.4 ในปี 2569 และ 2570 ตามลาดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและจากผลของฐานสูงในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.4 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ

โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในหมวดพลังงานและหมวดที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการทาได้จากัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ

สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการรวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะปานกลางในภาวะที่ราคาและต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง

คณะกรรมการฯ สอบถามเกี่ยวกับข้อสมมติราคาน้ามันดิบที่มีแนวโน้มลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน และปัจจัยหลักที่ทาให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันแม้ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับลดลงแล้ว

ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าข้อสมมติราคาน้ำมันดิบปี 2569 และ 2570 อยู่ที่ระดับ 90 และ 80 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาเรล ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าระดับราคาน้ามันดิบในปัจจุบัน เนื่องจากประเมินว่าอุปสงค์จะมีเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าจากความต้องการเพื่อชดเชยปริมาณสำรองที่ถูกนำออกมาใช้ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนแม้สงครามมีพัฒนาการดีขึ้น เช่น การดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สำหรับปัจจัยที่ทาให้เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มาจาก (1) ผู้ประกอบการยังอยู่ระหว่างการส่งผ่านต้นทุน โดยทั่วไประยะเวลาการส่งผ่านจะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนนับจากราคาพลังงานเร่งสูงขึ้น และ (2) ผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาอาหารสดในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ หากราคาน้ามันดิบยังทรงตัวต่อเนื่องที่ระดับปัจจุบัน ประมาณการเงินเฟ้อปีนี้จะต่ากว่าที่ประเมิน

คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่าแม้อัตรา เงินเฟ้อจะปรับลดลงในระยะต่อไป แต่ระดับราคาที่เพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูงจะส่งผลกระทบค่าครองชีพและกาลังซื้อของภาคครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนในระยะข้างหน้า ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่าเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง เนื่องจากราคาของสินค้าราคาประหยัดมักปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าสินค้าชนิดเดียวกัน ที่อยู่ในกลุ่ม premium ครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยที่บริโภคสินค้าราคาประหยัดในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้จึงได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มรายได้สูง

คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปจะปรับลดลงและไม่สูงค้างนาน รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างต่าเทียบต่างประเทศ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ของไทยมีจากัดท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่า และกรรมการท่านหนึ่งให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าการที่เงินเฟ้อในหมวดบริการของไทยอยู่ในระดับต่ำมีส่วนทำให้ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงค้างนานมีไม่มาก

นอกจากนี้ กรรมการบางส่วนเห็นว่าสินค้าและบริการบางรายการในช่วงที่ผ่านมามีราคาเปลี่ยนแปลงน้อยหรือไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ค่าเช่าบ้าน ซึ่งมีสาเหตุ มาจากการสารวจที่อาจไม่ครอบคลุมพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การมีสัดส่วนอยู่อาศัย ในคอนโดมิเนียมมากขึ้น

ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ร่วมกับ ธปท. อยู่ระหว่างพัฒนาดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) โดยล่าสุด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสารวจ ค่าเช่าบ้านให้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่มากขึ้นและอยู่ระหว่างการสอบทานความถูกต้อง โดยคาดว่าจะสามารถนำมาประกอบการคานวณใน CPI ในช่วงต้นปีหน้า อีกทั้งพิจารณาการบูรณาการข้อมูล เช่น ค่าบริการสื่อสารและค่ารักษาพยาบาล จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อช่วยปรับปรุง CPI ให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่ผู้บริโภคเผชิญมากขึ้น

การประเมินภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน

ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทาง การดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี และสกุลเงินภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของ เงินดอลลาร์ สรอ. หลังนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น

โดยค่าเงินภูมิภาคที่อ่อนค่ามากและเร็วมีปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศเพิ่มเติม กรรมการบางส่วนสอบถามเกี่ยวกับเสถียรภาพค่าเงินบาท ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่านำภูมิภาคในระยะหลังส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเฉพาะชั่วคราว แต่ค่าเงินบาทโดยรวมยังมีเสถียรภาพ ฐานะต่างประเทศของไทยมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากเงินสารองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่า ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังมี ความเชื่อมั่นต่อธรรมาภิบาลการดาเนินนโยบายของประเทศไทย

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเข้าดูแลในกรณีค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนสูงผิดปกติ

สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่าและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยส่วนหนึ่งมาจาก ความต้องการเสริมสภาพคล่องตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ความต้องการเงินทุนเพื่อประกอบธุรกิจในภาคการค้าและการลงทุนของภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจากัดในการเข้าถึงสินเชื่อและความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง

ด้านคุณภาพสินเชื่อยังทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมทรงตัว อัตราดอกเบี้ยของธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางโน้มลดลง ส่วนหนึ่งจากการคัดกรองลูกหนี้ที่มีคุณภาพดี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธุรกิจขนาดเล็ก (micro SMEs) ยังอยู่ในระดับสูงตามความเสี่ยงด้านเครดิตและการปล่อยสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยสูงที่เพิ่มขึ้น

คณะกรรมการฯ สอบถามว่าสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องและคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงมีความแตกต่างของสาขาธุรกิจหรือกลุ่มลูกหนี้หรือไม่ โดยเห็นว่ายังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระยะเวลาทิ้งช่วงที่ลูกหนี้ต้องผิดนัดชาระหนี้เกิน 90 วันจึงจะถูกจัดชั้นเป็นหนี้เสีย ทำให้ยังไม่เห็นผลกระทบของสงครามต่อคุณภาพสินเชื่อในปัจจุบัน ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าสินเชื่อ SMEs หดตัวในทุกสาขาธุรกิจ โดยสินเชื่อปล่อยใหม่ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้เดิม

ด้านคุณภาพสินเชื่อ ที่ด้อยลงมาจากหลายสาขาธุรกิจ แต่ประเมินว่าสัดส่วนหนี้เสียจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงส่วนหนึ่งเป็นการกลับมาเป็นหนี้เสียซ้ำของ (1) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยางและพลาสติก ขนส่ง และวัสดุก่อสร้าง และ (2) กลุ่มที่เปราะบางอยู่เดิม อาทิ การค้า อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง สิ่งทอ และภาคท่องเที่ยว

กรรมการบางส่วนเห็นว่า SMEs ถูกกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง ภาคการเงินควรมีบทบาทในการเสริมสภาพคล่องให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และควรหลีกเลี่ยงการปล่อยสภาพคล่องให้กับบริษัทที่มีลักษณะขาดทุนต่อเนื่อง (zombie firms)

ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดของ ธปท. และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ต้องการให้ไปถึงผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและหลีกเลี่ยง zombie firms อย่างไรก็ดี พบว่ามีลูกหนี้กลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับความช่วยเหลือซ้าหลายครั้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการประเมินศักยภาพของลูกหนี้และการแบ่งแยก zombie firms ทาได้ยากขึ้นภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบเผชิญแรงกระแทกที่บ่อยและรุนแรง

การพิจารณานโยบายการเงิน

ภายใต้กรอบการดาเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่าการดาเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง โดยอภิปรายในประเด็นสาคัญดังนี้

อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) โดยความเสี่ยง second-round effect ยังมีจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงส่งจากภาคการส่งออกและการลงทุน แต่การบริโภคภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่าตามแนวโน้มรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการฟื้นตัวจากการแข่งขันที่รุนแรง

สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคตามทิศทางการดาเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้นเป็นสำคัญ

คณะกรรมการฯ เห็นว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องผสมผสานนโยบายหลายด้าน โดยการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายร่วมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น มองไปข้างหน้า การดำเนินนโยบายควรให้น้าหนักเพิ่มขึ้นกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อยกระดับศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ กรรมการบางส่วนเห็นว่าควรคำนึงถึงผลข้างเคียงของการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังที่มากและนานเกินไป เช่น ผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ขีดความสามารถของนโยบายที่ลดลง และการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน

คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรติดตามและประเมินความเสี่ยงทางการเงินของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความสาคัญต่อระบบการเงิน (systemically important corporations: SiCorps) และนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) กรรมการบางส่วนแสดงความกังวลต่อการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่าของ SiCorps ในปัจจุบัน เนื่องจากอาจสะท้อนการประเมินความเสี่ยงต่ากว่าที่ควรจะเป็น (underpricing of risks) ซึ่งทาให้ความเสี่ยงเชิงระบบเพิ่มขึ้นทั้งมิติการกระจุกตัวและ ความเชื่อมโยงเชิงระบบ (concentration risk และ interconnectedness) โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรอยู่ในระดับต่านานเกินไป เนื่องจากอาจนาไปสู่การสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนที่มีผลิตภาพสูง ทำให้การใช้ทรัพยากรของประเทศไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร (resource misallocation)

การตัดสินนโยบายการเงิน

คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี คณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

มองไปข้างหน้า คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยง เงินเฟ้อในระยะต่อไป โดยเฉพาะการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง รวมถึงความสามารถในการชาระหนี้ของ SMEs และครัวเรือน กลุ่มเปราะบาง

อ้างอิง : www.bot.or.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...