ควรรู้อะไรบ้าง ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน และจะกระทบรัฐบาลแค่ไหน
ตอบ 6 คำถามสำคัญ ก่อนพรุ่งนี้ (9 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณี สส. ฝ่ายค้านยื่นตีความ ‘พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท’ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผลจะออกมาอย่างไรได้บ้าง และจะถึงขั้นสั่นคลอนรัฐบาลได้จริงหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- ‘พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน’ คืออะไร
- ทำไมฝ่ายค้านต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
- คดีนี้แตกต่างจากคดีอื่นๆ หรือไม่อย่างไร
- ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาแนวทางใดได้บ้าง
- หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ขัดกับรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร
- หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
ถาม: ‘พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน’ คืออะไร
ตอบ: กฎหมายฉบับนี้มีชื่อเต็มว่า ‘พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569’ มีวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท แบ่งงบประมาณออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน คือ
‘งบประมาณ 2 แสนล้านบาทแรก’ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าเช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ประคองเกษตรกรและ SME
‘งบประมาณ 2 แสนล้านบาทหลัง’ สำหรับลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานระยะยาวคือเปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ถาม: ทำไมฝ่ายค้านต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ตอบ: สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน 133 คน นำโดยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเสรีรวมไทย ได้เข้าชื่อยื่นร้องต่อศาล เนื่องจากมองว่าการออก พ.ร.ก. อาจเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบงบประมาณปกติของรัฐสภา และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
คำร้องของฝ่ายค้านชี้ว่า ‘วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง’ ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เป็นแผนพัฒนาระยะยาว ไม่ใช่ ‘สถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้’ จึงควรเสนอผ่านกระบวนการ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ ปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ แทนที่จะออกเป็น พ.ร.ก. โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาก่อน
(FYI: รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัย
สาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้”)
ถาม: คดีนี้แตกต่างจากคดีอื่นๆ หรือไม่อย่างไร
ตอบ: คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อกำหนดชัดเจนใน 2 เรื่อง ประกอบด้วย
ระยะเวลา: ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยภายใน60 วันตั้งแต่รับคำร้อง (ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 จึงต้องมีคำวินิจฉัยภายในไม่เกิน 18 กรกฎาคม 2569)
มติเสียงข้างมาก: หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. นั้น ‘ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง’ ต้องมีตุลาการลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการทั้งหมดที่มีอยู่ และให้ถือว่า พ.ร.ก. นั้นไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น (งบประมาณที่กู้มาก็ต้องจ่ายคืนไป)
กล่าวคือ ในกรณีนี้ที่ปัจจุบันมีตุลาการทั้งหมด 9 คน หากตุลาการที่เห็นว่า พ.ร.ก. ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง มีไม่ถึง 2 ใน 3 หรือ 6 คน ก็ให้ถือว่า พ.ร.ก. นั้นไม่มีปัญหา สามารถบังคับใช้ต่อได้
แต่หากกรณีที่มีตุลาการเห็นว่า พ.ร.ก. เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คะแนนเสียงข้างมากไม่จำเป็นต้องถึง 6 คนก็ได้ (เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดจำนวนเสียงข้างมากไว้ในกรณีนั้น)
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุที่ต้องกำหนดจำนวนตุลาการ 2 ใน 3 นั้น มาจากเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่แทรกแซงดุลยพินิจของฝ่ายบริหารมากเกินไป เพราะการออก พ.ร.ก. ย่อมหมายถึงรัฐบาลเล็งเห็นว่า มีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนจริง จึงได้กำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำในการลงคะแนนเสียงของตุลาการไว้
ถาม: ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาแนวทางใดได้บ้าง
ตอบ: จากการประมวลความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมือง มีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง
วินิจฉัยว่า‘พ.ร.ก. ทั้งฉบับ’ เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คือศาลอนุญาตให้ออก พ.ร.ก. กู้เงินทั้ง 4 แสนล้านบาท เพราะเห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วน
วินิจฉัยว่า ‘พ.ร.ก. บางส่วน’ ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คือเห็นว่างบประมาณ 2 แสนล้านบาทหลัง สำหรับการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานนั้น ไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน
วินิจฉัยว่า ‘พ.ร.ก. ทั้งฉบับ’ ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คือเห็นว่างบประมาณทั้งหมด 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมองว่า หากศาลวินิจฉัยตามแนวทางที่ 2 อาจมีความซับซ้อนทางข้อกฎหมาย เพราะเป็นกรณีที่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย อีกทั้งในมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้เพียงว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘พระราชกำหนดใด’ โดยไม่มีคำว่า ‘พระราชกำหนดส่วนใดส่วนหนึ่ง’
ดังนั้น หากศาลจะมีคำวินิจฉัยในแนวทางที่ 2 จริง จะต้องมีการตีความว่า จะลงมติอย่างไร แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อ พ.ร.ก. ดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดแนวทางไว้ว่า ศาลสามารถวินิจฉัยให้ พ.ร.ก. ตกไปแบบ ‘เฉพาะส่วน’ ได้หรือไม่
ถาม: หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ขัดกับรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร
ตอบ: หากศาลวินิจฉัยออกมาตามแนวทางที่ 2 หรือ 3 คือเห็นว่า พ.ร.ก. ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไม่มีกฎหมายใดบังคับว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่ในทางการเมืองจะถูกมองว่า ทำให้รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือ เพราะบังคับใช้ พ.ร.ก. ไม่สำเร็จ ฝ่ายค้านจึงเรียกร้องให้รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของรัฐบาลเองเป็นหลักว่าจะทำหรือไม่ก็ได้
ส่วนความน่ากังวลหากศาลวินิจฉัยตามแนวทางที่ 3 หรือเห็นว่า ‘พ.ร.ก. ทั้งฉบับ’ ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องระงับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่ากว่า 1.75 แสนล้านบาท เช่น ไทยช่วยไทยพลัส, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ถาม: หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
ตอบ: ตามขั้นตอนปกติแล้ว เมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก. จะถือว่า พ.ร.ก. นั้นเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ทันที แล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงจะเสนอ พ.ร.ก. นั้นเพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติในภายหลัง
เดิมที ครม. มีมติส่ง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ดังกล่าวนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติในวันที่ 14 พฤษภาคม แต่ที่ประชุมสภาฯ ได้ชะลอวาระนี้ไว้ เพื่อรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ซึ่งคือวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ประชุมสภาฯ ก็สามารถพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่ชักช้า
หากทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) อนุมัติ พ.ร.ก. นั้น จะถือให้ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่อไป และหากวุฒิสภาไม่อนุมัติ แต่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ก็จะถือว่า พ.ร.ก. นั้น มีผลใช้บังคับเช่นกัน