โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“Factum Foundation” เปลี่ยน “โบราณวัตถุ” เปราะบาง เป็นโมเดลสุดล้ำหมุนดูได้ทุกมุม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 ก.ค. เวลา 06.06 น.
ผลงาน องค์กรด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ที่นำเทคโนโลยีการสแกนภาพ 3 มิติ มาพัฒนาเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลโบราณวัตถุต่าง ๆ เพื่อสร้างแบบจำลองที่สมจริง ให้นักวิจัยมีโอกาสได้ศึกษาลึกขึ้น

มูลนิธิแฟกตัม (Factum Foundation) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสเปน ที่อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้เผยโฉมเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติความละเอียดสูง และการถ่ายภาพดิจิทัล ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถสัมผัสและศึกษาโบราณวัตถุ รวมถึงสถานที่ประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องแตะต้องของจริงแม้แต่น้อย

นวัตกรรมเพื่อเก็บรายละเอียดมรดกวัฒนธรรม

เบื้องหลังนวัตกรรมนี้ เป็นของศิลปินและนักเทคโนโลยี อดัม โลว์ (Adam Lowe) ซึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมการบันทึกรายละเอียดพื้นผิว สีสัน และรูปทรงของมรดกทางวัฒนธรรมอย่างประณีต เพื่อให้นักวิชาการและคนทั่วไปได้เข้าถึงงานในรูปแบบดิจิทัล สามารถหยิบจับวัตถุบนพื้นที่จำลอง หมุนดูได้ทุกซอกทุกมุม ซูมเข้า-ซูมออก หรือแม้กระทั่งควบคุมทิศทางแสงได้ด้วย

เทคโนโลยีที่ใช้ เป็นการผสานการทำงานทั้งการสแกน 3 มิติ, เซนเซอร์ไลดาร์ (Lidar) ที่ช่วยวัดระยะ, เทคนิคการคำนวณและประมวลผลเพื่อแปลงภาพถ่ายแบบ 2 มิติให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติ (Photogrammetry), การบันทึกภาพถ่ายสามมิติจากแสงเงา (Photometric stereo), การถ่ายภาพมัลติสเปกตรัม และการประมวลภาพรวมความละเอียดสูง

ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความแตกต่างจากการสร้างภาพถ่ายทั่วไป ตรงที่สามารถจับรายละเอียดความนูนต่ำของพื้นผิว เนื้อสัมผัส และสีสันได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลที่ได้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักอนุรักษ์ ภัณฑารักษ์ และนักวิชาการ ในการนำไปศึกษา ตรวจสอบสภาพ และการวางแผนบูรณะ

เอื้อประโยชน์ให้นักวิจัยได้สัมผัส เปิดโอกาสการเรียนรู้

โดยผลงานล่าสุดของมูลนิธิ คือการบันทึกข้อมูลของ สุสานใต้ดินโบราณในเมืองเนเปิลส์ (Ipogeo dei Cristallini) และเพดานของสำนักวิชาเทววิทยา (Divinity School) ณ ห้องสมุดบอดเลียน (Bodleian Libraries) ในอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยการสร้างภาพฉายแนวตั้ง ที่ทำให้นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจ สามารถตรวจดูรายละเอียดบนพื้นผิวประดับตกแต่งได้อย่างถี่ถ้วน

ข้อดีของนวัตกรรมนี้ คือการทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงงานศิลปะที่ตามปกติแล้วเข้าถึงยาก นอกจากนี้ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้อย่างถูกต้องและมีความละเอียดสูง ยังสามารถนำไปสร้างวัตถุจำลองเสมือนจริงที่ถอดแบบมาจากของจริงทุกจุด รวมถึงยังสามารถนำเศษซากที่เหลืออยู่ มาเข้าสู่กระบวนการบูรณะด้วยระบบดิจิทัล จนสามารถสร้างประติมากรรมจำลองใหม่ได้ด้วย

แม้ว่าการอนุรักษ์แบบดิจิทัลนี้ จะไม่สามารถทดแทนการปกป้องโบราณวัตถุและสถานที่จริงได้ แต่ผลงานที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นหมุดหมายอ้างอิงสำหรับอนาคต ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของวัตถุตามกาลเวลา ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ศึกษา เรียนรู้ และจัดแสดงผลงานที่เปราะบางหรือเข้าถึงยาก โดยไม่สร้างความเสียหายเพิ่มเติมให้กับของจริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...