โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สนค. ชี้ EUDR โอกาสทองยกระดับ 'ยางพาราไทย' สร้างแต้มต่อส่งออก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุ กฎ EUDR ของสหภาพยุโรปเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยางพาราไทย หลังไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ ทำให้ผู้นำเข้าใช้กระบวนการตรวจสอบแบบง่าย ลดภาระต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเปิดโอกาสขยายตลาดสินค้ายั่งยืนในระยะยาว

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรไทยภายใต้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation: EUDR) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่ง EUDR ครอบคลุมสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง โค และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีส่วนประกอบของสินค้าดังกล่าว

โดย "ยางพารา" เป็นสินค้าสำคัญในกลุ่มนี้ที่ไทยส่งออกไป EU และมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนให้ภาคการผลิตไทยเร่งปรับตัวสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืน

ทั้งนี้ข้อมูลจาก ITC Trade Map พบว่า ในช่วงระหว่างปี 2564 - 2568 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสินค้ายางธรรมชาติ (HS 4001) ใน EU เฉลี่ยร้อยละ 20.3 ของมูลค่าการนำเข้ายางของ EU จากทั่วโลก สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะแหล่งซัพพลายยางธรรมชาติให้กับ EU โดย EUDR กำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าจาก EU ต้องตรวจสอบสถานะ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า และผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต

โดยต้องทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศ (Information System) ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออก ซึ่ง EUDR จะมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลาง ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อย ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 เป็นต้นไป

ไทยเสี่ยงต่ำการตัดไม้ทำลายป่า

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎหมายลำดับรอง จัดอันดับความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความเสี่ยงต่ำ 140 ประเทศ ความเสี่ยงมาตรฐาน 50 ประเทศ และความเสี่ยงสูง 4 ประเทศ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ทำให้ผู้นำเข้าที่จัดหาสินค้าจากไทยได้รับสิทธิ์ Simplified Due Diligence และมีอัตราการตรวจสอบเพียงร้อยละ 1 ซึ่งช่วยลดภาระและต้นทุนการนำเข้า ขณะที่อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Standard Risk ที่ต้องทำ Full Due Diligence ด้วยอัตราการตรวจสอบร้อยละ 3 สร้างความได้เปรียบทางการค้าให้สินค้ายางของไทย

ยางพาราไทย

สำหรับประเทศไทยสถานการณ์การส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ จากไทยไป EU ในช่วงปี 2564 - 2568 ผันผวนตามสภาวะเศษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยในปี 2565 ซึ่งเป็นปีก่อน การประกาศใช้ EUDR ไทยส่งออกไป EU เป็นมูลค่า 2,237.85 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะหดตัวในปี 2566 เหลือ 1,581.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หดตัวร้อยละ 29.3)

เนื่องจาก EU เผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง และในปี 2567 การส่งออกยางพาราจากไทยไป EU กลับมาขยายตัว มีมูลค่าการส่งออก 1,871.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 18.35)

ส่องการค้าไทยส่งออกยางพาราไป EU

สำหรับปี 2568 ไทยส่งออกยางพาราจากไทยไป EU มีมูลค่า 1,881.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 0.51) แบ่งเป็นสินค้ายางธรรมชาติ 579.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตภัณฑ์ยาง 1,301.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 69.18 ของมูลค่ายางพาราทั้งหมดที่ EU นำเข้าจากไทย

ขณะที่ยางธรรมชาติขั้นต้น คิดเป็นร้อยละ 30.82 แสดงให้เห็นว่าไทยมิได้พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นเพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางมีแนวโน้มปรับตัวด้านการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับมาตรการ EUDR ได้ดีกว่ายางธรรมชาติขั้นต้น โดยสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่สำคัญ ได้แก่ ยางยานพาหนะ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.68 ของผลิตภัณฑ์ยางที่ส่งออกทั้งหมด และถุงมือยาง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.18 ของผลิตภัณฑ์ยางที่ส่งออกทั้งหมด

นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสหภาพยุโรป กำลังมีความสำคัญในการก้าวสู่การเป็นมาตรฐานการค้าโลกในอนาคต และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในการยกระดับสู่การผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทย และเปิดโอกาสทางการค้าที่ไม่ใช่เพียงการ “รักษาตลาดเดิม”แต่เป็น “การสร้างแต้มต่อใหม่” บนเวทีการค้าโลกในระยะยาว การที่ไทยมีความพร้อมด้านระบบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) และการดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ที่เข้มแข็ง จะเป็นปัจจัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานการค้าโลก ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการปรับตัวของภาคการผลิตและผู้ประกอบการไทย ให้รักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

ยางพาราไทย

มาตรการ EUDR โอกาสทองไทย

นางบุณยนุช ศรีบุญแก้ว หัวหน้ากองพัฒนาตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำมาตั้งแต่เริ่มประกาศมาตรการ EUDR ถือเป็นแต้มต่อในการเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ของ EU ในอนาคต และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้า

ทั้งนี้ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดสามารถขายได้ราคาสูงกว่ายางทั่วไป และไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการขยายตลาดอื่นที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความยั่งยืน เช่น ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายในการจัดเก็บข้อมูลรายแปลงและเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในระดับเกษตรกรรายย่อย รวมถึงความแตกต่างของข้อมูลแผนที่ที่ใช้ระบุพิกัดแปลง

ยางพาราไทย

ด้านนายศุภเดช อ่องสกุล รองเลขาธิการสมาคมยางพาราไทย ระบุว่า มาตรการ EUDR ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็น “โอกาส” ในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยจะทำหน้าที่เป็นกลไกคัดกรองผู้ผลิตที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมออกจากตลาดโลก ส่งผลให้การแข่งขันลดลงและเพิ่มอำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยางพาราไทยได้ยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับรองรับข้อกำหนดดังกล่าวผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่

  • แพลตฟอร์มของผู้ซื้อในยุโรป
  • แพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเอง
  • แพลตฟอร์มจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก (Third Party)

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งไปตลาด EU ปรับตัวสูงขึ้น และมีระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นจากความไม่แน่นอนของเส้นทางโลจิสติกส์ กระทบต่อการบริหารจัดการต้นทุนและการส่งมอบสินค้า

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งความตึงเครียดดังกล่าว ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกเพิ่มขึ้น สะท้อนทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นควบคู่กันภายใต้บริบทการค้าโลกที่ผันผวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...