"หุ้นรับเหมา" มุมมองทิสโก้ 2 แรงส่ง ขับเคลื่อนวัฏจักรขาขึ้น
#ทันหุ้น – บล.ทิสโก้ สแกน “หุ้นกลุ่มรับเหมา” พัฒนาการสำคัญ 2 ประการในสัปดาห์นี้ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนสำหรับกลุ่มผู้รับเหมาไทย
ประการแรก การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 พร้อมกับการยืนยันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ได้ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุที่มีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันอัตรากำไรของผู้รับเหมามาตั้งแต่ต้นปี 2569 ทั้ง CK และ STECON มีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีสำหรับ backlog ที่มีอยู่ และการผ่อนคลายของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังช่วยลดแรงกดดันต่อผู้รับเหมาช่วงในระบบ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นความเสี่ยงรองด้านการดำเนินงาน
ประการที่สอง กระแสการลงทุน Data Center ของไทย มูลค่า 8.24 แสนล้านบาท (2.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 และต้นปี 2569 โดยตั้งเป้ากำลังการรองรับ 1 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2570 สร้างปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์จากภาคเอกชนเชิงโครงสร้างใหม่ ควบคู่ไปกับวัฏจักรขาขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่มีอยู่ ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสม (TP) ของ STECON จาก 15.20 บาท เป็น 20.00 บาท และ CK จาก 23.70 บาท เป็น 25.50 บาท และแนะนำ “ซื้อ” สำหรับทั้งสองบริษัท
โครงสร้างพื้นฐานภาครัฐหนุนกำไร เดินหน้าโครงการตามแผน
วัฏจักรขาขึ้นของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรหลัก โดยโครงการในระยะใกล้ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์ M9 (มูลค่า 56,035 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียม Request for Proposal (RFP) เปิดประมูล 4Q26), มอเตอร์เวย์ M5 (มูลค่า 31,358 ล้านบาท เปิดประมูล Q3/69), รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (HSR) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย (มูลค่ารวม 237,000 ล้านบาท เปิดประมูล Q4/69), การขยายสนามบิน 3 แห่ง (มูลค่ารวม 73,000 ล้านบาท เปิดประมูลช่วง Q4/69–Q1/70) และงานระบบเครื่องกลและไฟฟ้า (M&E) รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (มูลค่า 30,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างเจรจา Q4/69) โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง (มูลค่ารวม 285,300 ล้านบาท) จะเริ่มเปิดประมูลตั้งแต่ Q1/70
CK ตั้งเป้า backlog ใหม่มูลค่า 260,900 ล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 จากโครงการในแผนงานนี้ ทั้ง CK และ STECON อยู่ในตำแหน่งที่ดี ทั้งจากประสบการณ์และสถานะผู้ำนำตลาด รวมถึงการร่วมมือกันผ่านกิจการร่วมค้า (JV) CKST สำหรับโครงการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมองว่า Q4/69 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประมูลงานโครงการสำคัญที่ใช้งบประมาณโดยตรงรอบใหม่
Data Center เพิ่มช่องทำงอุปสงค์จากภาคเอกชนเชิงโครงสร้าง
STECON เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงหลัก โดยมีสัญญางาน Data Center ที่ยืนยันแล้วมูลค่า 19,659 ล้านบาท (Data Centers 14) และคาดว่าจะมีงานเพิ่มเติมมูลค่า 22,500 ล้านบาทเปิดประมูลในปี 2569 ส่วน CK ได้รับประโยชน์จาก Data Center ทางอ้อม โดยฝ่ายบริหารกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการรับงานก่อสร้างโดยตรงในมุมมองของเรา ความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างโยธาของ CK ทำให้บริษัทมีศักยภาพทางเทคนิคสูง และฝ่ายวิจัยมองเห็น upside เพิ่มเติมจากตำแหน่งของ CKP ในฐานะผู้จัดหาพลังงานหมุนเวียนภายใต้กรอบ Direct Power Purchase Agreement (DPPA) รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค (น้ำไฟฟ้า) ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงาน Data Center ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ มีความเสี่ยงสำคัญคือ ผู้ให้บริการกลุ่ม hyperscaler ที่เชื่อมโยงกับจีนมักมีประวัติการใช้ผู้รับเหมาจีน ซึ่งอาจจำกัดตลาดที่บริษัทไทยสามารถเข้าถึงได้ในบางโครงการกระแสหลักทรัพย์
การปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมเลือก CK-STECON เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักกลุ่มเป็น Neutral เนื่องจากผู้รับเหมาจดทะเบียนไทยรายอื่นนอกเหนือจาก CK และ STECON มีแนวโน้มที่อ่อนแอกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และการเข้ามาของผู้รับเหมาจีนยังลดขนาดตลาด Data Center ที่บริษัทไทยสามารถเข้าถึงได้ ภายในกลุ่มหุ้นแนะนำทั้งสองตัวมีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่น่าสนใจ โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ CK (19.10 บาท, มูลค่าที่เหมาะสมใหม่ 25.50 บาท, upside +33.5%) เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าจาก backlog ที่มากที่สุดและฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุด และคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ STECON (17.30 บาท, มูลค่าที่เหมาะสมใหม่ 20.00 บาท, upside +15.6%) ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่า แต่มีงาน Data Center ที่ยืนยันแล้ว และมีโอกาสต่อยอดจาก ecosystem ที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงหลักของทั้งสองบริษัท ได้แก่ การเลื่อนกำหนดการมอบงานออกไปเป็นช่วง 1H70