รู้ใจ ชี้ EV โตแรงดันธุรกิจประกันเข้าสู่โจทย์ใหม่ เบี้ย-ซ่อม-แบตเตอรี่ ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร
รู้ใจ มองตลาด EV ก้าวสู่ช่วงใช้งานในวงกว้าง แต่ต้นทุนซ่อมที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล กำลังท้าทายรูปแบบการรับประกันแบบเดิม พร้อมชี้บทบาทประกันภัยจะเป็นกลไกสำคัญช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ EV ในระยะยาว
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ผันผวน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จากความเสี่ยงรูปแบบที่แตกต่างไปจากรถยนต์สันดาปเดิม
นายนิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ กล่าวว่า ปัจจุบันบทสนทนาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างชัดเจน จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ กลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันในอนาคต ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาว โดยสะท้อนผ่านการเติบโตของตลาด EV ไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคม EV ผ่านนโยบายสนับสนุนทั้งด้านการผลิตและการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 รวมถึงมาตรการ EV 3.5 และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบนิเวศของ EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจประกันภัยกลับต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมการขับขี่ที่แตกต่าง โดยเฉพาะผู้ใช้รถ EV รายใหม่ที่ต้องปรับตัวกับระบบเบรกแบบ Regenerative Braking และอัตราเร่งที่ตอบสนองทันทีจากมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ Instant Torque ซึ่งอาจส่งผลให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงแรกของการใช้งานสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ก่อนจะค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ระดับปกติเมื่อผู้ขับขี่มีความคุ้นเคยมากขึ้น
นอกจากความเสี่ยงด้านการใช้งานแล้ว ต้นทุนการซ่อมยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้รับประกันภัยต้องให้ความสำคัญ โดยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ EV สูงกว่ารถยนต์สันดาปเฉลี่ยเกือบ 40% จากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ อุปกรณ์เฉพาะทาง และความจำเป็นในการใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ ขณะเดียวกัน ตลาดซ่อมรถ EV ในประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากจำนวนอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยังมีไม่มาก ส่งผลให้งานซ่อมส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันต้นทุนการซ่อมและค่าสินไหมให้อยู่ในระดับสูง
อีกหนึ่งความท้าทายที่เริ่มส่งผลต่อธุรกิจประกันภัย คือการแข่งขันด้านราคาของรถ EV ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มูลค่ารถและอัตราค่าเสื่อมราคาเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าในอดีต ทำให้การประเมินมูลค่าความเสียหายและการกำหนดเบี้ยประกันมีความซับซ้อนมากขึ้น
นายนิโคลัส กล่าวว่า แม้ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นจากการแข่งขันด้านราคาและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยจะลดลงตามไปด้วย เพราะผู้รับประกันยังต้องเผชิญกับปัจจัยใหม่ ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี การซ่อมบำรุง และการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าทรัพย์สิน
นอกจากนี้ ผู้บริโภครถ EV ยังเป็นกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างจากผู้ใช้รถยนต์แบบดั้งเดิม โดยส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และคาดหวังประสบการณ์การใช้งานที่สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งประเด็นที่ผู้ใช้รถ EV ให้ความสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการคุ้มครองตัวรถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความคุ้มครองแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของระบบชาร์จไฟ ซอฟต์แวร์ภายในรถ รวมถึงความรับผิดชอบที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จภายในที่อยู่อาศัย
“ด้วยเหตุนี้ ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าจึงไม่อาจใช้แนวคิดเดียวกับประกันรถยนต์แบบเดิมได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำมากขึ้น ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง”
นายนิโคลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวจากระยะเริ่มต้นของการยอมรับเทคโนโลยี EV ไปสู่การใช้งานในวงกว้าง ประกันภัยจะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น "Safety Net" หรือกลไกช่วยลดความไม่แน่นอนให้กับผู้บริโภค เปลี่ยนความเสี่ยงที่ยังไม่คุ้นเคยให้กลายเป็นต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสถานีชาร์จหรือราคาของรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันภัย การซ่อมบำรุง บริการหลังการขาย และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ต้องพัฒนาให้สอดรับกับการเติบโตของตลาด EV อย่างยั่งยืน