โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

G7 จัดตั้ง ‘พันธมิตรแร่ธาตุสำคัญ’ กดเพดานลดพึ่งพาจีนต่ำกว่า 60%

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
G7 จับมือแน่น! จัดตั้ง ‘พันธมิตรแร่ยุทธศาสตร์’ ปูพรมหั่นเพดาน ลดพึ่งพาการนำเข้าจากจีนไม่เกิน 60%

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการยกระดับการประสานงานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศจีนในส่วนของแร่ธาตุที่มีความสำคัญ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงแผนการปรับการสำรองแร่ธาตุให้สอดคล้องกัน และการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่จะเพิ่มบทบาทหน้าที่ให้กับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ

กลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตกกำลังเร่งแข่งขันกันเพื่อกระจายแหล่งอุปทานโลหะที่มีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาจีน ทั้งนี้ ปักกิ่งเคยสร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดโลกเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่การออกมาตรการจำกัดการส่งออกแม่เหล็กถาวร ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ และเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งอุปทานเพียงแหล่งเดียว

แม้ว่าจะไม่มีการระบุชื่อประเทศจีนโดยตรง แต่บรรดาผู้นำ G7 ได้ประกาศเป้าหมายที่จะลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียวนอกกลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตร สำหรับแร่โลหะหายาก หรือ Rare Earths และแม่เหล็กถาวร ให้ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดให้เหลือ50% โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เป้าหมายที่ท้าทาย แต่จำเป็นต้องทำ

บรรดาผู้นำระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า "เรามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานเพื่อจัดตั้งกลไกที่สอดคล้องและสามารถทำงานร่วมกันได้… โดยจะเริ่มต้นจากแร่ธาตุสำคัญนำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ลิเทียมและนิกเกิล และมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการบ่อนทำลายความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างภาระต้นทุนที่สูงเกินไป"

ทั้งนี้ กลไกดังกลาวจะขยายขอบเขตออกไปให้ครอบคลุมแร่ธาตุใหม่เพิ่มขึ้นอีกปีละ 5 ชนิดในภายหลัง โดยจะมุ่งเน้นไปที่ธาตุโลหะหายากเป็นหลัก

บรรดานักวิเคราะห์กล่าวว่า เป้าหมายที่ 60% นั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของแร่โลหะหายากที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแล้วและแม่เหล็กถาวร ซึ่งจีนเป็นผู้ควบคุมผลผลิตทั่วโลกอยู่ถึงร้อยละ 90

เนฮา มูเคอร์จี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Benchmark Mineral Intelligence ระบุว่า "แถลงการณ์ของ G7 ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญแสดงถึงความเจตจำนง แต่ความเร็วในการกระจายแหล่งอุปทานนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะขึ้นอยู่กับว่าการสนับสนุนทางนโยบายจะสามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนในส่วนกลางน้ำ และปลายน้ำของห่วงโซ่คุณค่าได้หรือไม่"

นอกจากนี้ กลุ่ม G7 จะจัดตั้งแพลตฟอร์มเพื่อประสานงานด้านนโยบาย การแบ่งปันข้อมูล และการตอบสนองต่อภาวะวิกฤต โดยจะทำงานร่วมกับ IEA ในการตรวจสอบตลาดและแจ้งเตือนความเสี่ยง ตามที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานเป็นแห่งแรก

กลุ่ม G7 ระบุว่า แพลตฟอร์มนี้จะพึ่งพาการวิเคราะห์ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และระบบการเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับความบิดเบือนของตลาด

ความท้าทายด้านการระดมทุน

กลุ่มประเทศ G7 และพันธมิตรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ตั้งแต่การทำเหมืองแร่ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ โดยบรรดาผู้นำกล่าวว่า สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (DFIs) และองค์กรสินเชื่อเพื่อการส่งออก (ECAs) ของกลุ่ม G7 ควรทำงานร่วมกัน รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนโครงการและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

จนถึงปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ได้ประกาศโครงการไปแล้ว 195 โครงการนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 6.4 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศสมาชิกจะสำรองแนวทางในการพิจารณาเรื่อง "การอุดหนุนส่วนต่างราคา เครื่องมือการจัดซื้อร่วมกัน และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น การกำหนดโควตาและการกำหนดราคาขั้นต่ำ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการผ่าน "ข้อตกลงทางการค้าพหุภาคีเฉพาะกลุ่ม โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกาจะเสนอข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (EU) ภายในเดือนนี้

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยกับรอยเตอร์ก่อนการประชุมว่า การที่ยังไม่มีข้อผูกมัดที่ชัดเจนในองค์ประกอบบางอย่าง เช่น เรื่องการกำหนดราคาขั้นต่ำนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเคลือบแคลงสงสัยของกลุ่มพันธมิตร G7 ต่อความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจะกระตุ้นการผลิตแร่ธาตุสำคัญด้วยการเข้ามาควบคุมราคา

G7 มุ่งสนับสนุนการสำรองและการรีไซเคิล

กลุ่ม G7 ให้คำมั่นที่จะกระตุ้นการสำรองแร่ธาตุสำคัญภายในประเทศ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ โดยสหรัฐฯ ได้เปิดตัวโครงการสำรองแร่ธาตุสำคัญมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ชื่อโครงการ "โปรเจกต์ วอลต์" (Project Vault) ไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ และได้แถลงในเดือนเมษายนว่า การเปิดรับเงินทุนสนับสนุนงวดแรกใกล้จะปิดตัวลงในเร็ว ๆ นี้

ขณะที่สหภาพยุโรปได้คัดเลือกทังสเตน แร่โลหะหายาก และแกลเลียม ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อสำหรับคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญร่วมกันเป็นครั้งแรก ตามที่แหล่งข่าวระบุกับรอยเตอร์เมื่อเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังให้คำมั่นสัญญาที่จะส่งเสริมการรีไซเคิลวัสดุสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรีไซเคิลร่วมกันของกลุ่ม G7 ให้มีสัดส่วนเป็น "ส่วนสำคัญ" ของปริมาณการบริโภคประจำปีภายในปี ปี 2030

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...