หรือคนไทยต้องมีเงินถึงดูบอลโลกได้ จากแมตช์สำคัญที่ใครก็เข้าถึงง่าย สู่ค่าแพ็กเกจครึ่งหมื่นในปี 2026
ฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) เทศกาลที่คนทั้งโลกรอคอย แต่คนไทยต้องน้อยใจ เมื่อไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ดูบอลทุกแมตช์ เพราะหากต้องการติดตามชมการแข่งทุกนัด ต้องจ่ายค่าสมัครแพ็กเกจดูบอลโลกในราคาไม่ธรรมดา
โดยการแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วม แข่งขันกัน 48 ประเทศ เตะทั้งหมด 104 นัด ในจำนวนร้อยกว่านัด คนไทยจะได้ดูฟรี 50 นัด ผ่านทางช่อง MONO29 นอกเหนือจากนี้ ต้องสมัครสมาชิก ‘MONOMAX Sports Premium’ ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax ราคาล่าสุด 5,999 บาทต่อปี (ไม่รวมภาษี) ซึ่งจะดูบอลโลกได้ทุกนัด ทุกอุปกรณ์ ทั้งมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และทีวี
ทั้งนี้ แพ็กเกจข้างต้นครอบคลุมถึงฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและลีกชั้นนำทั่วโลก และกีฬาอย่างมวย วอลเลย์บอล ไปจนถึงซีรีส์ ภาพยนตร์ และคอนเทนต์บันเทิงอื่นอีกมากมาย
ทว่าฟุตบอลโลกแข่งกันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม 2026 เป็นเวลา 1 เดือนเศษ การซื้อแพ็กเกจรายปีจึงอาจถูกมองว่าไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากดูเพียงแค่บอลโลกอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกเคยเป็นความบันเทิงของทุกคนในประเทศไทยซึ่งสนุกร่วมกันได้แม้ไม่ใช่คอกีฬา
ต่างประเทศดีลเท่าไร และประชาชนต้องจ่ายเท่าไร
เมื่อถามว่าทำไมคนไทยต้องจ่ายเงินดูบอลโลก คำตอบคือ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกในประเทศไทยปีนี้ รวมถึงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2030 เป็นของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ซึ่งปิดดีลกับ FIFA ด้วยราคา 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,300 ล้านบาท) และตัดสินใจจับมือกับแพลตฟอร์ม Monomax เป็นพาร์ตเนอร์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026
โดยราคาการซื้อขายระหว่าง FIFA กับ JAS ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไทย เนื่องจากรัฐมองว่า เป็นราคาขายที่สูงเกินไป และเมื่อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดเป็นของบริษัทเอกชน จึงเป็นที่มาว่าทำไมคนไทยต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าสมัครแพ็กเกจราคาแพง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์หลักพันล้านเพื่อให้บอลโลกฉายในบ้านเกิดตนเอง
สำนักข่าวบีบีซีไทย ระบุว่า FIFA ไม่มีการประกาศราคาค่าลิขสิทธิ์ที่แต่ละประเทศต้องจ่าย ทว่าบีบีซีไทยได้รวบรวมตัวเลขราคาจากรายงานข่าวของสื่อ ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ และแหล่งข่าวจากแต่ละประเทศในแถบเอเชีย
- เกาหลีใต้ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4,100 ล้านบาท)
- จีน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,974 ล้านบาท) โดยครอบคลุมฟุตบอลโลกปี 2026 และ 2030 รวมถึงฟุตบอลโลกหญิงปี 2027 และ 2031
- อินเดีย ประมาณ 30-35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 987-1,151 ล้านบาท)
- อินโดนีเซีย 72.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,400 ล้านบาท)
- มาเลเซีย 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,150 ล้านบาท)
- เวียดนาม ระบุว่าใกล้เคียงกับราคาฟุตบอลโลก 2022 คือประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 500 ล้านบาท)
สำหรับประชาชนในประเทศข้างต้น หลายประเทศได้รับสิทธิดูฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีโดยไม่ต้องเสียเงิน อย่างเช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย หรือบางประเทศต้องจ่ายค่าสมัครแพลตฟอร์ม แต่แมตช์ส่วนใหญ่ยังรับชมได้ฟรี ในขณะเดียวกัน แม้แต่ประเทศเจ้าภาพอย่างสหรัฐฯ ก็มีบางแมตช์ที่ฉายผ่านทางแพลตฟอร์ม FOX และ FS1เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกรายปี ทำให้ประหยัดได้มากกว่า
ทางเลือกช่วยประหยัด
แม้ราคาจ่ายจะสูงจนไม่กล้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า ทาง JAS และ Monomax ไม่ได้กำลังขูดรีดคนไทย และแพ็กเกจราคา 5,999 บาทต่อปี สามารถดูฟรีได้ 2 จอ นั่นหมายความว่า สามารถหารกับเพื่อนเพื่อให้จ่ายน้อยลงได้ เหลือประมาณคนละ 3,000 บาท
หรือจะใช้อีกทางเลือกหนึ่ง ไปดูตามร้านอาหารที่ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายในร้าน ข้อดีคือมีเพื่อนดูด้วยหลายคน บรรยากาศในร้านอาจทำให้สนุกกว่าเดิม แต่ก็ต้องแลกกับการจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มแทนค่าสมัครแพ็กเกจ
สุดท้ายแล้ว เมื่อแบกรับราคาไม่ไหว หลายคนอาจเลือกใช้วิธี ‘มุด VPN’ ไปดูเซิร์ฟต่างชาติ หรือร้ายกว่านั้นก็เลือกดูเถื่อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ควรสนับสนุนช่องทางละเมิดลิขสิทธิ์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า FIFA ทำให้การดูกีฬากลายเป็นธุรกิจ ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ตอบรับด้วยการเพิกเฉยกับการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ ส่วนประกอบเพียงแค่ 2 ด้านนี้ ก็มากพอที่จะทำให้ความบันเทิงอย่างฟุตบอลโลกไม่ใช่สำหรับคนทุกชนชั้นอีกต่อไป จากที่เคยคุยเรื่องบอลโลกกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพี่วินมอเตอร์ไซค์ ลุงคนขับแท็กซี่ ไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายในตลาด ในปีนี้อาจเปลี่ยนไป เพราะคนกลุ่มนี้อาจตอบกลับมาว่า ‘ไม่ได้ดู’
อ้างอิง: