โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สอบปากคำเครียด “ประจวบ” โยงพ่อไทยทิพย์ ตำรวจนำตัวเข้าห้องคุมขัง

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

สน.บางยี่เรือ สอบปากคำเข้ม “ประจวบ” โยงขบวนการพ่อไทยทิพย์ สีหน้าเคร่งเครียด เจ้าตัวปฏิเสธตอบคำถามสื่อ ตำรวจนำตัวเข้าห้องคุมขัง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ สน.บางยี่เรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ควบคุมตัว นายประจวบ ชายสัญชาติไทย และ นางเสี่ยว อึ่ง หวู หญิงสัญชาติจีน มายังห้องสอบสวน โดยทั้งสองคนมีทนายความเดินทางมาด้วย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้องสอบสวน นายประจวบมีสีหน้าเคร่งเครียด ก้มหน้าอยู่เป็นระยะ ก่อนถูกนำตัวไปควบคุมภายในห้องขัง

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่คุมตัวนายประจวบเข้าห้องขัง ทีมข่าวพยายามสอบถามถึงข้อเท็จจริงกรณีรับจ้างเป็นพ่อเด็ก ได้รับค่าตอบแทนเท่าใด รวมถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้เคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนอมินีของบริษัทแห่งหนึ่ง และมีสิ่งใดต้องการชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ตลอดเวลานายประจวบปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยก่อนเดินเข้าห้องขังได้หันไปมองทนายความของตนเองเพียงครู่หนึ่ง

จากนั้น ทีมข่าวได้พยายามสอบถามทนายความของนายประจวบและหญิงชาวจีน แต่ทนายความของทั้งสองฝ่ายไม่สะดวกให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะเดินทางกลับทันที

ขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำของวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทยอยควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีปั้นเด็กต่างด้าวเป็นคนไทย เพื่อหวังให้เด็กถือสองสัญชาติและได้รับสิทธิทั้งจากประเทศไทยและจีน มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยผู้ต้องหาแต่ละคู่ที่เดินทางมาถึง สน.บางยี่เรือ ต่างก้มหน้า ไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก่อนถูกนำตัวเข้าห้องสอบสวน

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้พบหญิงชาวไทยรายหนึ่งที่เดินทางมาเยี่ยมญาติ ซึ่งยอมรับเพียงว่าคนในครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือระบุชื่อ พร้อมระบุเพียงว่าจะดำเนินการยื่นประกันตัว และปฏิเสธให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสื่อมวลชน

ต่อมาเมื่อเวลา 20.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว นางสาวสุนีย์ ออกจากห้องสอบสวน โดยทันทีที่เธอเดินออกมา ผู้สื่อข่าวซึ่งปักหลักติดตามสถานการณ์อยู่ที่ สน.บางยี่เรือ ได้พยายามเข้าสอบถามถึงกรณีที่เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชน และถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แจ้งเกิดให้กับเด็กชาวจีน

ทันทีที่ก้าวออกจากห้องสอบสวน นางสาวสุนีย์ ได้ดึงหมวกลงมาปิดบังใบหน้า พร้อมเร่งเดินหลบเลี่ยงสื่อมวลชน ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวได้อย่างไร ได้รับค่าตอบแทนจากการแจ้งเกิดให้เด็กชาวจีนหรือไม่ รวมถึงผ่านมาเคยดำเนินการในลักษณะดังกล่าวมาแล้วกี่ครั้ง และมีสิ่งใดต้องการชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ แต่เธอไม่ตอบคำถามใด ๆ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวออกไป

ด้าน นางเอื้อม อายุ 60 ปี นายจ้างของ “นายวิโรจน์” ที่ถูกควบคุมตัวจากบ้านพัก จ.ราชบุรี เปิดเผยกับทีมข่าวภายหลังเดินทางมายื่นขอประกันตัว “นายวิโรจน์” ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว

โดยระบุว่าตัวเองทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนและมีสามีเป็นคนจีน จึงมีญาติของสามี ที่เป็นคนจีนมาทำงานในฐานะลูกจ้างคอยสื่อสารเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีนให้เป็นระยะเวลา 10 ปี เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงาน หรือเวิร์กเพอร์มิต เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ “นายวิโรจน์” ที่เป็นลูกจ้างของตนเช่นเดียวกัน

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ “นายวิโรจน์” มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นพ่อของเด็กชาวจีน ซึ่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทราบว่าเด็กคนนี้มีแม่เป็นชาวจีนชื่อ “นางหยาง เว่ยเซีย” มีพ่อแท้ๆชื่อ “นายนิ” และมี “นายวิโรจน์” อายุ 50 ปี ลูกจ้างของตนเซ็นรับเป็นพ่อของเด็กชาวจีน 3 คน ประกอบด้วย เด็กชายอายุ 9 ขวบ เด็กหญิงอายุ 7 ขวบและเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นลูกของ “นางหยาง” และ “นายนิ” โดยการที่ให้ “นายวิโรจน์” ไปเซ็นเป็นพ่อของเด็กทั้ง 3 คน และครอบครัวคิดว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถทำได้ เพราะเด็กทั้ง 3 คนเกิดที่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งมี “นางสุนีย์” เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนให้ แต่ไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการพ่อทิพย์อย่างไร

ทั้งนี้ “นางสาวเอื้อม” ยืนยันว่า “นายวิโรจน์” ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่มีข่าวปรากฏออกไปก่อนหน้านี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีชาวจีนรายอื่น ติดต่อให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเอกสารเป็นพ่อด้วยหรือไม่? “นางสาวเอื้อม” กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียด และย้ำว่าเอกสารที่เป็นประเด็นไม่ใช่เอกสารของบริษัทตนเอง เพราะตนเดินทางมาเพียงเพื่อช่วยประกันตัว “นายวิโรจน์” เท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่าตนและหลานที่เป็นชาวจีนไม่ใช่กลุ่มจีนเทา ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีของบุคคลใด และไม่มีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น เนื่องจากบริษัทมีเจ้าของกิจการอย่างถูกต้องอยู่แล้ว

นอกจากนี้ “นางเอื้อม” ยังเล่าอีกว่า สาเหตุหนึ่งที่ให้ “นายวิโรจน์” เซ็นเป็นพ่อของเด็กนั้น เพราะครอบครัวคนจีนหลายครอบครัวมีความเชื่อว่าถ้ามาทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย และคลอดลูกในประเทศไทย ก็อยากจะให้ได้สัญชาติไทย เพื่อที่จะทำมาหากินได้สะดวก อยู่ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ซึ่งย้ำว่าเป็นเพียงความเชื่อที่หลานคนจีนอ้างกับตนเท่านั้น ส่วนตนเองเป็นคนไทยโดยกำเนิด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลังทราบข่าวการจับกุม “นางเอื้อม” กล่าวว่า รู้สึกตกใจ เพราะผู้ที่ถูกจับกุมหลายคนเคยเป็นลูกจ้างของบริษัทตน

ส่วนคำถามที่ว่า เชื่อหรือไม่ว่านายวิโรจน์บริสุทธิ์ใจและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ? “นางเอื้อม” กล่าวว่า ตนเชื่อ เพราะ “นายวิโรจน์” ไม่มีความจำเป็นต้องไปรับเงินหรือผลประโยชน์จากบุคคลอื่น ไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องการเงิน และภรรยาของนายวิโรจน์เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 ปี โดยมีบุตรแท้ๆ ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และปัจจุบันลูกสาวเป็นผู้ดูแลอุปการะ “นายวิโรจน์”

สำหรับการเดินทางมายังสถานีตำรวจในวันนี้ “นางเอื้อม” กล่าวว่า เดินทางมาเพื่อยื่นขอประกันตัว “นายวิโรจน์” แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่า คดีนี้ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทุกกรณี เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกพื้นที่ได้แจ้งให้เดินทางมารอดำเนินการเรื่องการประกันตัวที่นี่

ส่วนหลักทรัพย์ที่เตรียมมาสำหรับการยื่นประกันนั้น ได้รับแจ้งให้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ประมาณคนละ 65,000-100,000 บาท จึงได้เตรียมเงินตามจำนวนดังกล่าวไว้ล่วงหน้า.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สอบปากคำเครียด “ประจวบ” โยงพ่อไทยทิพย์ ตำรวจนำตัวเข้าห้องคุมขัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...