โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการโกงเริ่มต้นตั้งแต่ประตูทางเข้า คอร์รัปชันกับการกัดเซาะระบบคุณธรรมของชาติ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“A nation does not collapse when it runs out of money. It collapses when it runs out of principles.”

ข่าวการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมา อาจถูกมองว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งคดีคอร์รัปชันในสังคมไทย

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องการโกงข้อสอบ นี่คือเรื่องของการโกง “ระบบคุณธรรม”

และนั่นคือสิ่งที่อันตรายกว่ามาก

เพราะหากการทุจริตเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เรายังอาจกล่าวได้ว่าระบบคัดเลือกคนยังล้มเหลวเพียงบางส่วน

แต่หากการโกงเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเข้ารับราชการ นั่นหมายความว่าโรคได้ลุกลามไปถึงระบบคัดเลือกคนแล้ว

เรากำลังไม่ได้ปล่อยให้คนโกงเข้ามาในระบบ แต่กำลังปล่อยให้ระบบคัดเลือกคนโกงกลายเป็นเรื่องปกติ

และเมื่อประตูทางเข้าถูกบิดเบือน ไม่ควรแปลกใจหากวันหนึ่งผลลัพธ์ของระบบทั้งหมดจะถูกบิดเบือนตามไปด้วย

เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถสร้าง“วัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์” ได้ หากกระบวนการคัดเลือกตั้งต้นจากความไม่ซื่อสัตย์

ไม่มีประเทศใดสร้างรัฐคุณภาพได้ หากระบบคุณธรรมถูกทำลายตั้งแต่จุดเริ่มต้น

I. คอร์รัปชัน: มากกว่าการขโมยเงิน คือการขโมยอนาคต

คนจำนวนมากมองคอร์รัปชันเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ มองว่าเป็นการสูญเสียงบประมาณ สูญเสียโอกาสทางการพัฒนา สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทั้งหมดนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่ใช่ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุด

ความเสียหายที่แท้จริงคือ คอร์รัปชันทำลาย “ความเชื่อมั่นในความถูกต้อง” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสังคมที่เจริญแล้ว

เมื่อผู้คนเชื่อว่ากฎเกณฑ์สามารถซื้อได้ ตำแหน่งสามารถซื้อได้ ความยุติธรรมสามารถซื้อได้ สังคมจะค่อยๆ สูญเสียศรัทธาต่อคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความพยายาม

และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนจะไม่ได้ถามว่า “อะไรถูกต้อง” แต่จะถามว่า “ใครมีอำนาจ”

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอยทางอารยธรรม

II. จาก Meritocracy สู่ Patronage Society

หัวใจของรัฐสมัยใหม่คือ Meritocracy

ความก้าวหน้าควร

  • มาจากความสามารถ ไม่ใช่ความสัมพันธ์
  • มาจากผลงาน ไม่ใช่อิทธิพล
  • มาจากคุณธรรม ไม่ใช่การซื้อขายผลประโยชน์

แต่คอร์รัปชันกลับสร้างตรรกะตรงกันข้าม มันส่งสารไปยังคนทั้งสังคมว่า

  • ความสามารถอาจสำคัญ แต่เส้นสายสำคัญกว่า
  • ความขยันอาจมีคุณค่า แต่เงินอาจมีคุณค่ามากกว่า
  • ความถูกต้องอาจเป็นสิ่งดี แต่การอยู่ถูกฝั่งอาจสำคัญกว่า

ผลลัพธ์คือ

  • คนดีเริ่มถอยห่าง
  • คนเก่งเริ่มหมดหวัง
  • คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถาม และ
  • คนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า การรักษาหลักการคือความไร้เดียงสา

นี่คือจุดที่คอร์รัปชันเริ่มเปลี่ยนจากปัญหาทางกฎหมาย กลายเป็นปัญหาทางวัฒนธรรม และในที่สุด กลายเป็นปัญหาทางอารยธรรม

III. วิกฤติที่ใหญ่กว่าคอร์รัปชัน คือการทำให้คอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอาจไม่ใช่การมีคนโกง เพราะทุกประเทศมีคนโกง

อุปสรรคที่แท้จริงคือ การที่สังคมเริ่มปรับตัวเข้าหาความผิดปกติ จนความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ

เราอาจประณามคอร์รัปชันในที่สาธารณะ แต่ยอมรับเส้นสายเมื่อเป็นประโยชน์กับตนเอง

เราอาจเรียกร้องความโปร่งใส แต่พร้อมมองข้ามเมื่อผู้กระทำผิดอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา

เราอาจต้องการความยุติธรรม แต่เฉพาะเมื่อความยุติธรรมนั้นไม่กระทบผลประโยชน์ของเรา

เมื่อสังคมเลือกหลักการแบบเลือกข้าง หลักการก็จะไม่เหลือความเป็นหลักการอีกต่อไป

IV. ทำไมภาคธุรกิจจึงสำคัญไม่แพ้ภาครัฐ

การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะคอร์รัปชันจำนวนมากเกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างรัฐและธุรกิจ

หากภาครัฐรับสินบน แต่ไม่มีใครให้สินบน คอร์รัปชันก็เกิดขึ้นไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของภาคธุรกิจไทยผ่าน Collective Action Against Corruption (CAC) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ไม่ใช่เพราะ CAC จะกำจัดคอร์รัปชันได้ทั้งหมด แต่เพราะ CAC กำลังสร้างสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือการเปลี่ยนบรรทัดฐานของระบบ

จากการถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชนะ” ไปสู่ “ทำอย่างไรจึงจะชนะอย่างถูกต้อง”

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “Competitive Advantage” กับ “Principled Advantage”

ข้อได้เปรียบจากความสามารถ สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ข้อได้เปรียบจากความน่าเชื่อถือสามารถสร้างอนาคตได้

V. จาก Anti-Corruption สู่ Principled Society

บางทีประเทศไทยอาจต้องเปลี่ยนคำถาม

จาก “จะจับคนโกงได้อย่างไร” ไปสู่ “จะสร้างสังคมที่คนดีสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร”

เพราะประเทศไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยบรรทัดฐาน ค่านิยม และหลักการร่วมกันของผู้คน

ในท้ายที่สุด คอร์รัปชันไม่ใช่เพียงการละเมิดกฎหมาย แต่คือการละเมิด “สัญญาประชาคม”

ไม่ใช่เพียงการขโมยเงินภาษี แต่คือการขโมยความเชื่อมั่นของสังคม

ไม่ใช่เพียงการทำลายประสิทธิภาพของรัฐ แต่คือการทำลายระบบคุณธรรมที่ทำให้รัฐดำรงอยู่ได้

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการต่อสู้กับคอร์รัปชันจึงไม่ใช่เพียง “Anti-Corruption Agenda” แต่คือ “Nation-Building Agenda”

ไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมาภิบาล แต่คือเรื่องของอารยธรรม

เพราะในท้ายที่สุด ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวสู่ Thailand Imagineering หรือสร้าง Principled State ได้ หากยังไม่สามารถสร้าง Principled Society ได้เสียก่อน

และ Principled Society จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรายังยอมรับ “การโกงตั้งแต่ประตูทางเข้า”

เพราะอนาคตของชาติไม่ได้ถูกกำหนดโดยคนที่อยู่บนยอดพีระมิดเพียงไม่กี่คน แต่ถูกกำหนดโดยมาตรฐานทางศีลธรรมที่สังคมยอมรับร่วมกัน

เมื่อสังคมยอมรับการโกง การโกงจะกลายเป็นระบบ

แต่เมื่อสังคมยืนหยัดบนหลักการ หลักการจะกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความก้าวหน้าที่มีความหมาย

  • จาก Corruptible Systems สู่ Principled Systems
  • จาก Patronage Society สู่ Principled Society
  • จาก Rule of Power สู่ Rule of Principles

เพราะประเทศที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยคนที่ฉลาดที่สุด แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยสังคมที่ไม่ยอมประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...