โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“สุชาติ” ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี เดินหน้าคืนความเป็นธรรมชาวบ้านดั้งเดิม พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ตคดีถึงที่สุด เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

สวพ.FM91

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สุชาติ” ลุยทับลาน ปิดปมปัญหาทับซ้อนกว่า 40 ปี เดินหน้าคืนความเป็นธรรมชาวบ้านดั้งเดิม พร้อมสั่งรื้อ 3 รีสอร์ตคดีถึงที่สุด เพื่อทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน

28 มิถุนายน 2569 — นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. นำคณะผู้บริหาร ทส. นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รอง ผวจ.นครราชสีมา และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามแผนที่ One Map และรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่จริง มุ่งหวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการคุ้มครองสิทธิของชุมชนดั้งเดิมอย่างเป็นธรรม ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เพื่อร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินมานานหลายสิบปี ก่อนที่รัฐมนตรีฯ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ทที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน

“การดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย ยึดหลักข้อเท็จจริงและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างโปร่งใส การปรับปรุงแนวเขตครั้งนี้ไม่ใช่การเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมด แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่วนคดีบุกรุกป่าที่อยู่ในกระบวนการศาล ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด โดยในวันนี้ได้ลงพื้นที่พบกับคุณตาสถิตย์ พันหอม อายุ 87 ปี ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของราษฎรที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานและช่วงที่มีการอพยพราษฎรมาอยู่ในพื้นที่โดยหน่วยงานความมั่นคงในยุคสงครามแย่งชิงประชาชน

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า "สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ในวันนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้นำหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ครอบครองโรงแรมรีสอร์ทที่คดีถึงที่สุดแล้วดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุปัน ตามกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) ทําผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครอง ทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวน การแสวงหา ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งขณะนี้อุทยานแห่งชาติทับลานได้นำประกาศแจ้งเตือนให้รื้อถอนไปติด 3 รีสอร์ท ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และจะเริ่มต้นรื้อถอนโรงแรมหรือรีสอร์ททุกราย เพื่อนำที่ดินคืนมาให้อุทยานแห่งชาติฟื้นฟูป่าต่อไป”

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางจัดการปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะการถือครองและวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์พื้นที่ ดังนี้

1. พื้นที่ ส.ป.ก. (53,416 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อดำเนินการตามหลักการ One Map
2. โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (8,328 ไร่) เร่งตรวจสอบสิทธิ์และจัดการคดีความให้สิ้นสุดก่อนดำเนินการตามระเบียบ
3. พื้นที่ พมพ./คจก. (87,500 ไร่) เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ โดยจะทำประชามติสอบถามความต้องการรูปแบบสิทธิ์ของราษฎร
4. พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการมั่นคง (109,420 ไร่) ตรวจสอบสิทธิ์รายแปลงอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองกลุ่มทุนออกก่อนดำเนินการตามกฎหมาย
5. พื้นที่ราชพัสดุ (6,621 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามการใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามสถานะเดิม

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะนำข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประสานงานร่วมกับ สคทช. เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นในความถูกต้องทางกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการรักษาผืนป่าสมบูรณ์ไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติสืบไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...