92 ปี ม. สวนดุสิต : “Full Power”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง 92 ปี ม. สวนดุสิต : “Full Power”ความว่า โลกไม่ได้ให้สัญญาณเตือนก่อนที่จะเปลี่ยน ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ค่อยๆ เดิน แต่วิ่งเข้ามา พลิกกฎของตลาดแรงงานภายในเวลาไม่กี่ปี !! อาชีพที่เคยมั่นคงกำลังสั่นคลอน ทักษะที่เคยมีคุณค่ากำลังล้าสมัย โดย World Economic Forum ประเมินว่าทักษะกว่าครึ่ง ของแรงงานโลกจะล้าสมัยภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ตำแหน่งงานใหม่กว่า 85 ล้านอัตรา กำลังรอคนที่พร้อมจริง ไม่ใช่แค่มีปริญญา นี่คือ ความจริงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และนี่คือ เหตุผลที่การเป็นส่วนหนึ่งของ สวนดุสิตในวันนี้มีความหมายมากกว่าที่เคย เพราะสถาบันแห่งนี้ไม่ได้ยืนดูโลกเปลี่ยน แต่เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงนั้น ในฐานะที่พึ่งที่สังคมไทยไว้วางใจได้
ประเทศไทยรับแรงกระแทกนี้อย่างเต็มๆ อัตราเกิดที่ลดลงต่อเนื่องจนถึงระดับวิกฤต ทำให้นักศึกษาในระบบอุดมศึกษาหายไปทุกปี สถาบันหลายแห่งปิดตัว ควบรวม หรือยุบหลักสูตร ภาคอุตสาหกรรมส่งสัญญาณชัดว่าต้องการบัณฑิตที่คิดเชิงวิพากษ์ สื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้ และปรับตัวได้เร็วกว่าที่ห้องเรียนเคยสอน มหาวิทยาลัยขนาดกลางตกอยู่ในสถานะ ที่ยากที่สุด เพราะไม่ใหญ่พอจะสู้ด้วยทุน และไม่เล็กพอจะเปลี่ยนได้ฉับไว คำถามคือใครจะกล้าลุกขึ้นและหาคำตอบใหม่
มหาวิทยาลัยสวนดุสิตก้าวเข้าสู่ปีที่ 92 (17 พฤษภาคม 2569) ลุกขึ้นและเลือกที่จะนำ ด้วยวิสัยทัศน์ “จิ๋วแต่แจ๋ว” (SMALL but SMART) ประกาศชัดว่าไม่จำเป็นต้องใหญ่เพื่อสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ หากแต่ต้องเชี่ยวชาญลึก คล่องตัวสูง และมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนจนไม่มีใครลอกเลียนได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องเป็นสถาบันที่สังคมไทยพึ่งพาได้จริง ในยามที่โลกเปลี่ยนแปลง โดยฉลาดในการสร้างคน ฉลาดในการจัดการทรัพยากร และฉลาดในการรับใช้สังคม
ทั้งนี้ จึงได้ยกระดับวิสัยทัศน์ “จิ๋วแต่แจ๋ว” (SMALL but SMART) ขึ้นเป็นกรอบยุทธศาสตร์ The Power of SDU ภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวไปข้างหน้าด้วยปัญญาและพลังของพวกเรา” จากประโยคนี้…ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้เกิดจาก คนๆ เดียว แต่เกิดจากพลังของทีมสวนดุสิตที่เดินหน้าไปพร้อมกัน ซึ่งทุกคำในวิสัยทัศน์นี้มีน้ำหนัก โดยเฉพาะคำว่า “ของพวกเรา” ซึ่งเป็นพลังที่ทุกคนในสถาบันแห่งนี้เป็นเจ้าของร่วมกัน
The Power of SDU ขับเคลื่อนผ่าน Power 6 มิติที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ พลังด้านการบริหาร ได้วางกรอบ 4 ปี SDU GOAL PLUS+(2025–2028) ให้ทุกการตัดสินใจมีเป้าหมายและวัดผลได้จริง พลังด้านวิชาการยกระดับหลักสูตรบนอัตลักษณ์ 4+1 สู่มาตรฐานสากล ให้บัณฑิตของสวนดุสิตเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พลังด้านวิจัยและนวัตกรรมผลักองค์ความรู้จากต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์จริงในชีวิตประชาชน ไม่ใช่แค่งานที่วางอยู่บนหิ้ง พลังด้านการรับใช้ชุมชน ส่งต่อนวัตกรรมและความรู้ออกไปถึงพื้นที่จริง ผ่านหอมขจรโมเดลและเครือข่ายวิทยาเขตรวมทั้งศูนย์การศึกษาทั่วประเทศ พลังด้านนักศึกษาและศิษย์เก่าหล่อหลอมบัณฑิตที่มีทักษะที่โลกต้องการ มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ และภูมิใจที่จะเรียก สวนดุสิตว่าบ้าน และเชื่อมด้วยพลังด้านระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งอนาคตผ่าน One World Library ซึ่งทั้ง 6 พลังนี้ไม่ใช่นโยบายที่เขียนไว้บนกระดาษ แต่คือ เป้าหมายที่ชาวสวนดุสิตทุกคนร่วมกันรับผิดชอบและขับเคลื่อนไปด้วยกัน
92 ปีของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ทุนสะสมเชิงสถาบัน (Institutional Capital) ที่หล่อหลอมขึ้นจากวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และความไว้วางใจของสังคมที่สั่งสมมาตลอด 9 ทศวรรษ นับจากวันแรกที่เปิดประตูต้อนรับ ผู้มาเรียนรู้ สวนดุสิตผลิตบุคลากรคุณภาพออกไปรับใช้สังคมไทย ทั้งครูผู้เป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ที่ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ พยาบาลวิชาชีพที่เป็นกำลังหลักของระบบสุขภาพ ถ้วนหน้า ตลอดจนนักบริหารและนักนิติศาสตร์ที่เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความยุติธรรมในสังคม ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ปรากฏในตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนอยู่ในชีวิตจริงของผู้คนทั่วประเทศ
การก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 92 จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ด้วยความภาคภูมิใจ หากแต่คือ การแสดงเจตจำนงเชิงสถาบัน (Institutional Commitment) ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยพร้อมขับเคลื่อนด้วยศักยภาพเต็มรูปแบบ โดยบูรณาการทุนสะสมเชิงองค์กรเข้ากับทิศทางยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่วัดได้ ภายใต้ 3 แนวคิดหลัก คือ ประสานพลัง มุ่งมั่นคุณภาพ ยั่งยืนสู่อนาคต ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญ แต่คือ DNA ของชาวสวนดุสิตทุกคน โดย 3 แนวคิดนี้ ได้ฝังลึกอยู่ในทุกการตัดสินใจ ทุกการสอน ทุกงานวิจัย และทุกการบริการที่คนสวนดุสิตมอบให้สังคม นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชน ทุกคนคือ ส่วนหนึ่งของพลังร่วมสถาบัน (Institutional Synergy) ที่ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้ยืนหยัดเป็นที่พึ่งของสังคมมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน โดยพิสูจน์แล้วว่าสวนดุสิตไม่เคยยอมแพ้ ต่อความท้าทายใดๆ …
ถึงเวลาแล้วที่ชาวสวนดุสิตทุกคนจะลุกขึ้น เพื่อพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิใจ ด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจอันแน่วแน่ ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตขับเคลื่อนในรูปแบบ “Full Power” ที่สังคมไทยสามารถฝากความหวังได้อย่างแท้จริง