“อิหร่าน” เตือนแรง! หากสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอีก สงครามอาจลามนอกตะวันออกกลาง
“อิหร่าน” เตือนแรง! หากสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอีก สงครามอาจลามนอกตะวันออกกลาง พร้อมขู่ตอบโต้ในสถานที่ที่คาดไม่ถึง ขณะสถานการณ์ยังตึงเครียด แม้มีข้อตกลงหยุดยิง
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.27 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์เตือนอย่างรุนแรงว่า หากสหรัฐและอิสราเอลกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลุกลามออกนอกภูมิภาค
แถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าว Mehr ของอิหร่าน ระบุว่าหากการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นอีก สงครามระดับภูมิภาคที่เคยถูกเตือนเอาไว้ จะขยายออกไปไกลกว่าตะวันออกกลาง และการตอบโต้ของเราจะทำลายพวกคุณในสถานที่ที่คาดไม่ถึง
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสัญญาณที่สับสนจากรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแนวโน้มการเจรจายุติสงครามอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวต่อสมาชิกสภาคองเกรสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐจะยุติความขัดแย้งกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็วมาก พร้อมอ้างว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลง
ขณะที่ JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวแยกต่างหากว่า ทั้งทรัมป์และอิหร่านต่างไม่ต้องการให้สงครามกลับมาปะทุอีก พร้อมระบุว่าการเจรจาระหว่างสองฝ่ายกำลังอยู่ในจุดที่ค่อนข้างดี
“นี่ไม่ใช่สงครามที่ต้องยืดเยื้อไปตลอด เราจะจัดการภารกิจให้เสร็จและกลับบ้าน” แวนซ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทรัมป์เพิ่งขู่ว่า อิหร่านมีเวลาเพียง 2-3 วัน หรืออาจถึงช่วงวันอาทิตย์หรือสัปดาห์หน้า ในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา มิฉะนั้นอาจเผชิญปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม
ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า เขาเคยอยู่ห่างจากการตัดสินใจโจมตีอิหร่านเพียงหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะถูกโน้มน้าวให้เลื่อนการโจมตีออกไป
สงครามอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะชะงักงันตึงเครียด แม้ข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลอยู่ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของพลังงานโลก
โดยปกติแล้ว น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การเดินเรือแทบหยุดชะงักนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
แม้ทรัมป์จะขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาเขามักเลื่อนเส้นตายที่ตัวเองกำหนด ขณะที่สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อนานกว่ากรอบเวลา 4-6 สัปดาห์ที่รัฐบาลสหรัฐเคยประเมินไว้ในช่วงแรก
ผลสำรวจล่าสุด ยังพบว่าชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเริ่มมองสงครามครั้งนี้ในแง่ลบ และไม่ต้องการให้สหรัฐเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระยะยาวในตะวันออกกลางอีกครั้ง
อ้างอิง : www.cnbc.com