บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกลยุทธ์ “AI Bottleneck” ชี้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ยังโตแรง
บลจ.แอสเซท พลัส มองอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นระยะยาว รับแรงหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก พร้อมเปิดกลยุทธ์ “AI Bottleneck” เน้นลงทุนบริษัทที่เป็นจุดคอขวดสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI เชื่อความต้องการชิป หน่วยความจำ และระบบเครือข่ายความเร็วสูง ยังเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2028
วันที่ 19 พ.ค.2569 บลจ.แอสเซท พลัส เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว จากบทบาทสำคัญในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก
ทั้งนี้บลจ.แอสเซท พลัส ได้นำกลยุทธ์ “AI Bottleneck” มาใช้ในการบริหารกองทุน โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่เป็น “จุดคอขวด” สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI หรือบริษัทที่มีเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure Boom)
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ยังคงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนทั่วโลก สะท้อนผ่านดัชนีฟิลาเดลเฟีย เซมิคอนดักเตอร์ อินเด็กซ์ (Philadelphia Semiconductor Index : SOX Index) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 57.41% จากแรงหนุนของความต้องการชิปประมวลผล AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขยายตัวต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI Infrastructure ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) และองค์กรต่าง ๆ ที่เร่งลงทุนเพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น
การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลบวกเฉพาะต่อชิปประมวลผลขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังขยายไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่หน่วยความจำ (Memory) ระบบเครือข่ายความเร็วสูง (Networking) โรงงานผลิตชิป (Foundry) ไปจนถึงอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Wafer Fab Equipment)
นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน ของบลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า “เราเชื่อว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างรอบใหม่ (Structural Change) ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มีแนวโน้มส่งผลต่อเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะยาว”
นายกมลยศ กล่าวว่า การเร่งลงทุนด้าน AI Infrastructure ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ยังผลักดันให้ความต้องการในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์เติบโตพร้อมกันในหลายส่วน ทั้งชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง ระบบเครือข่ายความเร็วสูง กำลังการผลิตของโรงงานผลิตชิป รวมถึงอุปกรณ์และวัสดุที่จำเป็นต่อการผลิตชิปขั้นสูง
ในการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังสะท้อนภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจคลาวด์และการลงทุนด้าน AI Infrastructure ที่เร่งตัวต่อเนื่อง
Alphabet รายงานรายได้ของธุรกิจ Google Cloud เติบโต 63% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่งบลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้น 107% แตะระดับ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้าน Microsoft รายงานธุรกิจ Microsoft Azure เติบโต 39% และเพิ่มงบลงทุน 49% สู่ระดับ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ Amazon รายงานธุรกิจ Amazon Web Services (AWS) เติบโต 28% พร้อมเพิ่มการลงทุน 77% แตะระดับประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยรวมแล้ว งบลงทุนด้าน AI Infrastructure ของกลุ่ม Hyperscalers ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวถึง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับประมาณ 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเร่งลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในอนาคต
นายกมลยศ กล่าวว่า “ตัวเลขการลงทุนที่เราเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า AI Infrastructure กำลังก้าวสู่การเป็นวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยีโลกในระยะยาว”
ภาวะตึงตัวของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์เริ่มปรากฏชัดในหลายกลุ่มย่อย โดยเฉพาะกลุ่มประมวลผล (Compute) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวของ AI Infrastructure
Advanced Micro Devices หรือ AMD รายงานรายได้กลุ่มศูนย์ข้อมูลอยู่ที่ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 57% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Intel มีรายได้จากกลุ่ม Data Center and AI อยู่ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 22% สะท้อนความต้องการชิปประมวลผลที่ยังเร่งตัวต่อเนื่องทั่วโลก
นอกจากนี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “เอเจนติก AI” (Agentic AI) ซึ่งเป็น AI ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และทำงานเชิงซับซ้อนได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ชิปเร่งประมวลผล AI (AI Accelerator) และชิปเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการประมวลผล AI ระดับศูนย์ข้อมูล
ขณะเดียวกัน “หน่วยความจำ” (Memory) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคอขวดสำคัญของ AI Infrastructure เนื่องจากโมเดล AI รุ่นใหม่ต้องการหน่วยความจำที่มีทั้งความจุสูงและประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น
สอดคล้องกับข้อมูลการส่งออกชิปหน่วยความจำล่าสุดของเกาหลีใต้ ที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยยอดส่งออกหน่วยความจำแบบดีแรม ( DRAM) เพิ่มขึ้น 343% และหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND เพิ่มขึ้น 289% สะท้อนอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก
อีกหนึ่งกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น คือ ระบบเครือข่าย AI (AI Networking) โดยเมื่อ AI Cluster มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการด้านแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ที่สูงขึ้น ค่าหน่วงต่ำ (Latency) และประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้น ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ส่งผลให้เทคโนโลยีด้านเครือข่ายแสง เช่น ใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) และซิลิคอน โฟโตนิกส์ (Silicon Photonics) กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบ AI ยุคใหม่
ล่าสุด NVIDIA ได้ประกาศลงทุนเชิงกลยุทธ์รวมมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน Lumentum และ Coherent เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงขยายกำลังการผลิตด้านเลเซอร์ขั้นสูงและผลิตภัณฑ์เครือข่ายแสง สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายความเร็วสูงในการรองรับการเติบโตของ AI ระดับโลก
นายกมลยศ กล่าวว่า “เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเชื่อว่าวัฏจักรการลงทุนด้าน AI Infrastructure ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาวะ Bottleneck ในหลายส่วนของห่วงโซ่อุปทานยังไม่น่าจะคลี่คลายในระยะสั้น เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญจำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา เงินลงทุนจำนวนมาก และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะทาง”
บลจ.แอสเซท พลัส มองว่า ความต้องการที่เติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิต อาจยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2571
แม้ราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ทีมวิเคราะห์ยังมองว่า ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) โดยรวมยังอยู่ในระดับเหมาะสม เมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคต
ปัจจุบัน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซื้อขายที่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไร ( P/E) ประมาณ 25 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 32.3% ส่งผลให้อัตราส่วนราคาหุ้นต่อการเติบโตของกำไร (PEG Ratio) อยู่ที่ประมาณ 0.77 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นยังสอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
“การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในรอบนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าการขยายตัวของ Valuation เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เรายังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว” นายกมลยศ กล่าว
จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ บลจ.แอสเซท พลัส มองเห็นโอกาสการลงทุนระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกเทคโนโลยี และยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์แห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตจากการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งสำคัญของโลก และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และนวัตกรรมขั้นสูง