โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มะม่วงอินเดียกลายเป็น “ผลไม้ของพระเจ้า” คนอเมริกันทำทุกอย่างให้ได้กินผลไม้จากอินเดีย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 16.59 น.

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

www.https://zamaorganics.com/?srsltid=AfmBOop8Wg5CNdqOoSCO4fuwi4RquAafIdb3F38NumUbPOu5pwl75uYf

รายงานข่าวของ The Wall Street Journal เรื่อง Americans Will Do Anything To Get Indian Mangoes กล่าวว่า ในทุกฤดูใบไม้ผลิ Nakul Goyal หัวหน้าฝ่ายการตลาดของบริษัท Carfax จะรอรับข้อความแจ้งข่าวเรื่องมะม่วงจาก WhatsApp ทันทีที่ทราบข่าวว่า มะม่วงใหม่กำลังขนส่งมาอเมริกา เขาแทบจะไม่ทำงานทำการเลย

ฤดูใบไม้ผลิเป็นหน้ามะม่วงของอินเดียในอเมริกา พวกสาวกมะม่วงจะติดตามการมาถึงของมะม่วงอินเดีย จากการขนส่งด้วยสายการบิน ขับรถไปที่คลังสินค้า ชำระเงิน แล้วก็หยิบกล่องบรรจุมะม่วงออกไป ราวกับว่าหยิบเอาของมีค่าออกจากตู้เซฟใน สวิตเซอร์แลนด์ พ่อค้าทำธุรกิจมะม่วงในรัฐเวอร์จิเนียคนหนึ่งกล่าวว่า ในช่วงฤดูมะม่วง จะรับโทรศัพท์จากลูกค้าตลอดเวลา ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อกล่องมะม่วงมาถึง ก็ขายออกไปหมดทันที

“ผลไม้ของพระเจ้า”

พ่อค้ามะม่วงในสหรัฐฯอีกคนที่นำเข้ามะม่วงจากอินเดีย กล่าวว่า มะม่วงเป็นผลไม้ที่สามารถขายด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องการการช่วยขายจากใคร เพราะมะม่วงเป็นผลไม้ของพระเจ้า หากเดินเข้าไปในร้านขายของชำในสหรัฐฯ มะม่วงที่วางขายส่วนใหญ่จะมาจากเม็กซิโก มีราคาขายกล่องหนึ่ง 10 ดอลลาร์ และมีขายตลอดปี แต่คนขายมะม่วงอินเดียให้สัมภาษณ์ว่า มะม่วงอเมริกาใต้ทำให้ตลาดมะม่วงพัง เพราะรสชาติคล้ายมันฝรั่งดิบ

มะม่วงของอินดียเป็นมะม่วงหวานฉ่ำ และออกตามฤดูกาล สายพันธุ์ชั้นนำที่เป็น “ราชามะม่วง” เช่น พันธุ์อัลฟองโซ (Alphonso) ถือเป็นราชามะม่วงของอินเดีย รสชาติเหมือนส่วนผสมของน้ำผึ้งกับแอพริคอต ปลูกในรัฐมหารัชตะ ออกผลในช่วงปลายมีนาคมถึงมิถุนายน พันธุ์รัตนคีรี (Ratnagiri) เป็นสายพันธ์อัลฟองโซ ที่ปลูกในจังหวัดรัตนคีรี พันธุ์เคซาร์ (Kesar) ปลูกในรัฐคุชราต และพันธุ์บันกานาปาลลิ (Banganapally) ปลูกทางอินเดียตอนใต้

ฤดูกาลมะม่วงปีนี้ในสหรัฐฯ มะม่วงระดับพรีเมียมจากอินเดีย กล่องหนึ่งบรรจุ 10-12 ลูก ขายในราคา 50-60 ดอลลาร์ ลูกหนึ่งประมาณ 5 ดอลลาร์ ราคาขึ้นจากปีที่แล้ว ที่กล่องหนึ่ง 40-45 ดอลลาร์ เพราะความไม่แน่นอนของภาษีทรัมป์ รวมทั้งค่าขนส่งทางอากาศแพงขึ้น เนื่องจากสงครามอิหร่าน

ในแต่ละปี ช่วง 12 สัปดาห์ของฤดูร้อน อินเดียมีผลผลิตมะม่วง 20 ล้านเมตริกตัน ประมาณ 50% ของผลผลิตมะม่วงในโลก แต่เป็นเวลาหลายสิบปีที่ ที่มะม่วงไม่สามารถเจาะตลาดสหรัฐฯ เพราะห้ามนำเข้า เนื่องจากปัญหาทางปฏิบัติ การใช้น้ำร้อนลวกมะม่วง เพื่อทำลายแมลงกับมะม่วงนำเข้าจากอเมริกาใต้ เมื่อนำมาใช้กับมะม่วงอินเดีย มีส่วนทำลายรสชาติมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆของอินเดีย

ที่มาภาพ : Pinterest

ส่วนการใช้รังสีแกมมาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ต้องใช้เวลาขออนุมัติหลายปี ในปี 2006 ประธานาธิบดี จอร์จ บุชและนายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ ของอินเดีย ตกลงกันที่จะหาทางยกเลิกข้อห้ามการนำเข้ามะม่วงอินเดียของสหรัฐฯเมื่อบุชไปเยือนอินเดียและชิมมะม่วง ได้พูดกับนายกฯซิงห์ว่า “นี่คือผลไม้ที่อร่อยมาก” (This is a hell of a fruit) คำพูดของบุชนี้ ต่อมาผู้นำเข้ามะม่วงอินเดียชอบนำเอามาโฆษณาขายมะม่วง

หลังจากเก็บมะม่วงจากต้นแล้ว จะต้องผ่านการฉายรังสีแกม มาจากหน่วยงานรัฐบาลอินเดีย ที่มีตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ต่อจากนั้นก็ลำเลียงขึ้นเครื่องบินโดยสาร ผ่านการตรวจของศุลกากรสหรัฐฯ ก่อนจะส่งมอบให้ลูกค้า กระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายใน 7 วัน เพราะเป็นระยะเวลาที่มะม่วงสุกได้นานที่สุด

ทางอินเดียตอนใต้ มีศูนย์ฉายรังสีอยู่แห่งหนึ่งที่เมืองเบนกาลูรู แต่ในช่วงฤดูร้อนจะมีปัญหาพื้นที่บรรทุกสินค้าบนเครื่องบิน เพราะต้องแย่งพื้นที่บรรทุกกับยาเวชภัณฑ์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สงครามอิหร่านทำให้น้ำมันราคาแพงขึ้น ทำให้พื้นที่บรรทุกน้อยลงไปอีก การขนส่งมะม่วงเที่ยวแรกไปสหรัฐฯ ต้องเลื่อนออกไป เพราะมีเที่ยวบินลดลง

ตลาดที่แข่งขันกันดุเดือด

เมื่อปีที่แล้ว New York Times ก็รายงานข่าวเรื่อง ช่วงเทศกาลมะม่วงอินเดีย จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสหรัฐฯ ธุรกิจมะม่วงค่อนแข่งขันกันรุนแรง สินค้ามะม่วงเน่าเสียง่าย และโอกาสการขายมีเวลาช่วงสั้น ส่วนลูกค้าก็ทั้งเรียกร้องมากและเอาใจยาก กำไรก็น้อยมาก การแข่งขันธุรกิจมะม่วงในอเมริกา ไม่มีที่ไหนรุนแรงเท่ากับในรัฐนิวเจอร์ซี่ เพราะมีคนอินเดียอยู่ในรัฐนี้มากที่สุดในอเมริกา ช่วงเทศกาลมะม่วง เมษายน-มิถุนายน ผู้นำเข้ามะม่วงสิบกว่าราย จะแข่งขันกันแบบไม่มีกฎกติกาใดๆ

พ่อค้ามะม่วงในอเมริกาทำธุรกิจนี้ในช่วงสั้นๆตามฤดูกาล พ่อค้าคนหนึ่งบอกว่า เป็นธุรกิจที่แข่งขันกันรุนแรง คู่แข่งมักจะตัดราคาในนาทีสุดท้าย เพื่อทำลายอีกฝ่าย หรือเพื่อระบายมะม่วงที่จะเน่าเสีย พ่อค้าบางคนให้ข้อมูลผิดถึงแหล่งที่มาของมะม่วงอินเดีย แต่รูปแบบการทำธุรกิจมะม่วงก็ดำเนินไปได้ เพราะความต้องการสูง พ่อค้าที่สั่งนำเข้าจำนวนมาก ทำให้ขายในราคาถูกลง

เมื่อถามว่าทำไมคนเสี่ยงทำธุรกิจมะม่วง แม้จะมีผลตอบแทนน้อย พ่อค้ามะม่วงคนหนึ่งชื่อ Yakin Shah ตอบว่า ที่ทำธุรกิจมะม่วงเพราะรักมะม่วง ในหน้าเทศกาล หากสามารถขายมะม่วงได้ 10,000 กล่อง จะมีกำไรกล่องหนึ่ง 2-3 ดอลลาร์ มะม่วงส่วนใหญ่ในสหรัฐฯนำเข้าจากเม็กซิโก ขายกล่องหนึ่งน้อยกว่า 10 ดอลลาร์ ส่วนสหรัฐฯนำเข้ามะม่วงอินเดียแค่ 3% ขายกล่องละ 30-50 ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยลูกละ 8 ดอลลาร์ แต่ฐานลูกค้ามะม่วงอินเดียเป็นพวกหลงไหลในผลไม้ พร้องจ่ายเงินแพง เพื่อได้สัมผัสกับความรู้สึกในอดีต

ที่มาภาพ : nj.com

พ่อค่ามะม่วงชื่อ Kaushal Khakkar เข้าของบริษัท Kay Bee Export บริษัทอินเดียที่ส่งออกมะม่วงรายใหญ่สุดไปสหรัฐฯ กล่าวว่า “มันไม่ใช่การซื้อขายด้วยเหตุด้วยผล มะม่วงจากประเทศอื่นมีวางขาย ในราคาแค่เสี้ยวหนึ่งของราคามะม่วงจากอินเดีย แต่คนซื้อต้องการรำลึกถึงช่วงวัยเด็ก ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ทานมะม่วงอินเดีย”

คนอินเดียทำงานด้าน IT คนหนึ่งบอกว่า มะม่วงประเทศอื่นรสชาติไม่เหมือนของอินเดีย เหมือนกับรถยนต์ จะซื้อ BMW หรือ Honda Accord บางคนบอกว่าไม่มองที่ราคาเลย ซื้อครั้งหนึ่ง 300-400 ดอลลาร์ แต่ชอบมะม่วงพันธุ์ดาเชอรี (Dasheri) รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม ที่มาจากทางเหนืออินเดีย เพราะทำให้คิดถึงต้นมะม่วงบ้านเดิมในอินเดีย

ผู้นำเข้ามะม่วงบอกว่า ได้เสนอยักษ์ใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Costco ให้ขายมะม่วงอินเดีย แต่ได้คำตอบว่า ราคาสูงเกินไป และมีเวลาสั้นๆในการวางขายบนชั้นสินค้า แต่ Wall Street Journal รายงานว่า สำหรับฤดูกาลมะม่วงปี 2026 มะม่วงอินเดียขายหมดไปแล้ว จากยอดสั่งซื้อล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนที่มะม่วงจะส่งมาล็อตแรกในเดือนเมษายน ที่น่าแปลกก็คือว่า ลูกค้าที่ซื่อสัตย์ของมะม่วงอินเดีย กลับเป็นคนอเมริกัน ส่วนคนอินเดียในอเมริกามักบ่นเรื่องราคา

เอกสารประกอบ

Americans Will Do Anything to Get Indian Mangoes, May 5, 2026, The Wall Street Journal.

It’s Indian Mango Season, and the Cutthroat Selling Frenzy Is On, June 23, 2025, nytimes.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...