อกสั่นขวัญแขวนแสกๆ! นร. ขอนแก่น แตกตื่นวิ่งป่าราบ อ้างเจอ “ผีผู้หญิงห้อยหัว” คาโรงเรียน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่าง ๆ ทั่วทั้งจังหวัดขอนแก่น ได้มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวชวนขนลุกในพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ หลังมีกลุ่มเด็กนักเรียนวิ่งหนีแตกตื่นออกจากสนามเด็กเล่นภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเห็นคล้าย “ผีผู้หญิงผมยาว” อยู่บริเวณต้นไม้และกำแพงสนามเด็กเล่น ท่ามกลางความตกใจของเด็ก ๆ และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งได้เข้ามาปลอบขวัญทันทีหลังเกิดเหตุ
โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Ann Washi ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า มีกลุ่มเด็กนักเรียนประมาณ 5–6 คน วิ่งหนีออกมาจากบริเวณสนามเด็กเล่นภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง พื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ด้วยอาการตกใจและหวาดกลัว
จากคำบอกเล่าของเด็ก ๆ ระบุว่า ระหว่างที่อยู่บริเวณสนามเด็กเล่นภายในโรงเรียน ได้พบเห็นสิ่งลี้ลับคล้าย “ผีผู้หญิงผมยาว ห้อยหัวทะลุออกมาจากกำแพง” ทำให้เด็ก ๆ พากันแตกตื่น ร้องไห้ และรีบวิ่งหนีออกมาแจ้งผู้ใหญ่ในหมู่บ้านว่า ถูก “ผีหลอก” ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวัน
ขณะที่ในคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ พบว่าเด็กนักเรียนจำนวน 5 คน ได้เล่าเหตุการณ์ด้วยอาการตกใจ พร้อมยืนยันและสาบานว่าเห็นเหตุการณ์จริง โดยเด็ก ๆ เล่าว่า ระหว่างเดินเข้าไปบริเวณสนามเด็กเล่นในโรงเรียน ได้ยินเสียงคล้าย “แกร๊ก” ก่อนจะเห็นลักษณะคล้ายศีรษะตกลงมาจากต้นไม้ทันที
เด็ก ๆ ระบุว่า สิ่งที่เห็นมีลักษณะเป็นผู้หญิง ผมยาว และเป็นผู้ใหญ่ ก่อนจะเห็นผู้หญิงผมยาวนั่งกอดต้นไม้อยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อหันไปดูอีกครั้งก็พบศีรษะอีกครั้ง ทำให้เด็ก ๆ พากันวิ่งหนีออกมาด้วยความหวาดกลัว โดยบางคนถึงขั้นร้องไห้และมีอาการเสียขวัญอย่างหนัก
ภายหลังเกิดเหตุ ผู้ใหญ่และชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้าปลอบขวัญเด็ก ๆ พร้อมให้สวดมนต์ ก่อนจะประกอบพิธีเรียกขวัญตามความเชื่อพื้นบ้าน โดยมีการผูกแขนเรียกขวัญให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ตกใจ เสียขวัญ หรือมีอาการหวาดกลัว โดยระหว่างพิธีมีการกล่าวคำเรียกขวัญตามความเชื่อว่า “มาเด้อขวัญเอ้ย มาเด้อขวัญมา ให้ขวัญกลับมาอยู่กับเด็ก ๆ”
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้แนะนำให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งครูประจำโรงเรียน พร้อมเสนอให้มีการทำบุญโรงเรียนตามความเชื่อ เพื่อความสบายใจของเด็ก ๆ ผู้ปกครอง และคนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความเชื่อและคำบอกเล่าจากเด็ก ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เด็ก ๆ พบเห็นคืออะไร จึงควรใช้วิจารณญาณในการรับชมและรับฟัง