โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'เควิน วอร์ช' นั่งแท่นประธานเฟด ตลาดเมิน 'ทรัมป์' สั่งหั่นดอกเบี้ย ฟันธงปี '69 โอกาสลดเป็นศูนย์

Manager Online

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

การก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างเป็นทางการของ 'เควิน วอร์ช' กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่บรรดานักลงทุนและผู้เล่นในตลาดการเงินกลับประเมินทิศทางสวนทางอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปี พ.ศ. 2569 นั้นแทบไม่มีเหลือ ซ้ำร้ายตลาดยังให้น้ำหนักไปที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ความขัดแย้งระหว่างแรงกดดันทางการเมืองและมุมมองของตลาดในครั้งนี้ อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงบิทคอยน์

ภาพการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ เควิน วอร์ช ต่อหน้า คลาเรนซ์ โทมัส ผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดฉากทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ยุคใหม่ ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองและการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก

ในการกล่าวสุนทรพจน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามส่งสัญญาณถึงความเป็นอิสระของเฟด โดยระบุว่า วอร์ช จะยังคงปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังได้หยิบยกตัวเลขการจ้างงานที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ขึ้นมาเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า นับเป็นความโชคดีที่ เควิน วอร์ช เข้าใจกลไกเศรษฐกิจเป็นอย่างดีว่าเมื่อเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู นั่นคือเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งเป็นมุมมองที่เขามองว่าแตกต่างจากอดีตผู้นำเฟดบางคน พร้อมกับเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การจัดการหนี้สินมหาศาลของประเทศว่า สหรัฐฯ มีภาระหนี้สินที่ต้องเร่งสะสาง และหนทางเดียวที่จะทำได้คือการสร้างการเติบโต สหรัฐฯ จะเติบโตจนสามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของนักวิเคราะห์เชิงลึกคือประโยคทิ้งท้ายของทรัมป์ที่ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการหยุดยั้งภาวะเงินเฟ้อ แต่ต้องไม่แลกมาด้วยการหยุดยั้งความยิ่งใหญ่ของประเทศ ถ้อยแถลงดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังชั่งน้ำหนักความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเลือกที่จะรักษาปริมาณเงินในระบบผ่านการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปหรือไม่ตามความต้องการของฝ่ายการเมือง

ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเงิน อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเปรียบเสมือนแรงส่งชั้นดีสำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บิทคอยน์ และคริปโทเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม การเปิดก๊อกให้เข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำก็เป็นดาบสองคมที่อาจจุดชนวนให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งทะยานได้อีกครั้ง เนื่องจากทั้งภาคประชาชนและสถาบันต่างมีแรงจูงใจในการกู้ยืมเงินไปลงทุนและกระตุ้นการบริโภคเชิงพาณิชย์

ทิศทางที่สวนทางกันระหว่างความหวังของทำเนียบขาวและความเชื่อมั่นของตลาด สะท้อนภาพที่ชัดเจนผ่านข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CME) ซึ่งบ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักโอกาสที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในปี พ.ศ. 2569 เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ตลาดกำลังเตรียมรับมือกับการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่เหลืออยู่ตลอดทั้งปีนี้

ข้อมูลเจาะลึกจาก CME ระบุว่า มีนักลงทุน 3.5 เปอร์เซ็นต์ คาดการณ์ว่าเฟดจะตัดสินใจขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25 จุดพื้นฐาน (bps) ในการประชุม FOMC รอบถัดไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569 จากปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของกองทุนรัฐบาลกลางทรงตัวอยู่ในกรอบ 350 ถึง 375 จุดพื้นฐาน

ตัวเลขคาดการณ์การคุมเข้มนโยบายการเงินดังกล่าวยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยโอกาสที่เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในการประชุมเดือนกรกฎาคมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ และที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ นักลงทุนสัดส่วนสูงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ ฟันธงว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในการประชุมนัดส่งท้ายปีในเดือนธันวาคม

ทั้งนี้สถานการณ์ที่ตลาดไร้ความหวังต่อการลดดอกเบี้ย ผนวกกับความคลุมเครือทางเศรษฐกิจมหภาคเกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านของเฟด ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างแรงกดดันเชิงลบโดยตรงต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น บิทคอยน์ คริปโทเคอร์เรนซี หรือแม้แต่ตลาดหุ้น ในช่วงหลายเดือนนับจากนี้

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...