จับตามังคุดตะวันออก 7 หมื่นตัน ผลผลิตพีกชนทุเรียน เสี่ยงราคาทรุด
“มังคุด” อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของผลไม้ปี 2569 กำลังเผชิญอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ โดยเฉพาะภาคตะวันออกจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงกว่า 70,000 ตัน หรือราว 41% ของผลผลิตทั้งหมดในประเทศ ท่ามกลางความกังวลราคาผันผวน คุณภาพผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ต้นทุนขนส่งพุ่ง และภาวะแรงงานขาดแคลน ล้วนเป็น “ปัญหาซ้ำซาก” ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี
จับตาพีก 7 หมื่นตัน
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปี 2569 ภาพรวมผลผลิตมังคุดทั้งประเทศ ประมาณ 318,000 ตัน ลดลง 6% จากปี 2568 ที่มีผลผลิต 380,952 ตัน ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออก 3 จังหวัด (จันทบุรี ระยอง ตราด) มีสัดส่วนกว่า 77% ของทั้งประเทศ มีผลผลิตรวม 175,000 ตัน ลดลงจากปี 2568 ที่มีผลผลิต 259,000 ตัน หรือลดลงเฉลี่ย 33%
โดย จ.จันทบุรี มีผลผลิตมากสุด 122,327 ตัน ลดลง 34.07% ต่อมา จ.ตราด มีผลผลิต 40,970 ตัน ลดลง 18.64% และ จ.ระยอง มีผลผลิต 11,292 ตัน ลดลง 50.56% แบ่งเป็นส่งออก 86% และบริโภคภายในประเทศ 14%
ทั้งนี้มังคุดภาคตะวันออกผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 วันที่ 21-31 พฤษภาคม จะมีปริมาณ 29,408.03 ตัน คิดเป็น 24.04% ส่วนช่วงที่ 2 วันที่ 11-30 มิถุนายน จะมีปริมาณ 44,000 ตัน คิดเป็น 26% อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึง 70,000 ตัน หรือคิดเป็น 41% ของผลผลิตทั้งหมด
มังคุด ตลาดเบอร์ 2
แหล่งข่าวจากผู้เชี่ยวชาญในวงการมังคุดให้ข้อมูลว่า ตลาดมังคุดจัดเป็นตลาดเบอร์ 2 ในปี 2568 มูลค่าการค้ามังคุด 17,018 ล้านบาท ขณะที่ทุเรียนที่เป็น King of Fruit ตลาดเบอร์ 1 ในปี 2568 มีมูลค่า 150,161 ล้านบาท ด้วยธุรกิจอุตสาหกรรมทุเรียนมีจำนวนมาก เห็นได้จากสัดส่วนล้งผลไม้ที่เปิดอยู่ในภาคตะวันออกกว่า 1,000 ล้ง มีเพียง 100 ล้งที่เป็นล้งมังคุด เนื่องจากมูลค่าและผลตอบแทนกำไรสูง การกำหนดราคาตลาดปลายทางที่ชัดเจน ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนกำหนดราคาซื้อได้แน่นอน ซึ่งต่างจากมังคุดที่ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ราคาตลาดปลายทางกำหนดเพื่อเป็นราคารับซื้อแต่ละวัน ส่งผลให้การบริหารจัดการเพื่อทำกำไรเป็นเรื่องยาก
เช่น ทุเรียนมีกำไร 10 บาท/กก. ทุเรียน 1 ลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 3 กก. ทำให้มีกำไรแม้ขายเพียง 1 ลูก แต่มังคุด 3 กก. ต้องมีปริมาณมากถึง 60 ลูก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพมากกว่า ทำให้มังคุดไม่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการมากนัก
3 ปัจจัยลบรุมเร้า
ปัญหาราคาตกต่ำและคุณภาพไม่ได้มาตรฐานเกิดขึ้นมานานนับ 10 ปี เพราะที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่สำหรับแก้ไขปัญหาและยกระดับราคามังคุดอย่างยั่งยืน หรือส่งเสริมการตลาด การผลิตการแปรรูป อย่างไรก็ตามมังคุดภาคตะวันออกยังเผชิญปัญหาอีก 3 ด้าน ดังนี้
1) ผลผลิตระยะแรกออกช้า ซึ่งตรงกับผลผลิตทางภาคใต้ที่ออกเร็ว จากปกติผลผลิตภาคใต้จะต่อจากภาคตะวันออกในช่วงเดือนมิถุนายน
2) คุณภาพมังคุด ด้วยสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง (ซูเปอร์จิ๋ว) และช่วงเก็บเกี่ยวตรงกับฤดูฝน ทำให้เกิดปัญหามังคุดเนื้อแก้ว ยางไหล รวมถึงมังคุดผิวดำ กาก ลาย ที่ส่งออกไม่ได้
และ 3) ช่วงผลผลิตพีกตรงกับทุเรียนภาคตะวันออก และขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ตู้ถูกนำไปบรรจุทุเรียนมากกว่า จึงกระทบต่อราคามังคุดที่รับซื้อหน้าสวน
ผลผลิตไม่มาก คุณภาพไม่ได้
นางสารภี ปิยพงศ์ไพศาล เกษตรกรเจ้าของสวนมังคุด อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตมังคุดลดลงมากถึง 50-80% ปีที่ผ่านมาเก็บได้วันละ 8-10 ลัง แต่ปีนี้ผลผลิตเหลือวันละ 5-8 ลัง (ลังละ 25-30 กก.) แต่ราคากลับไม่สูงขึ้น ตั้งแต่เปิดฤดูกาลราคามังคุดเมื่อปลายเดือนเมษายน ราคา 130-150 บาท/กก. ก่อนที่จะร่วงลงมาเหลือ 80-90 บาท/กก. เมื่อต้นพฤษภาคม และกลางเดือนพฤษภาคมราคาลงมาเหลือที่ 65-70 บาท/กก. ส่วนตกไซซ์เหลือ 20-22 บาท/กก.
“ทางออกคือ ควรทำมังคุดออกนอกฤดูให้ได้ประมาณ 30% เพื่อให้ได้ราคาสูง 60-70 บาท/กก. เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำในช่วงฤดูปกติ”
นำร่องโมเดล ตลาดนำการผลิต
นายพิพัฒน์ เต็งเศรษฐศักดิ์ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคิวจันท์ (Q Chan) กล่าวว่า มังคุดผิวดำตกไซซ์ถือเป็นมังคุดที่มีคุณภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยโครงการ Q-Chan ตั้งเป้าทำตลาดภายในประเทศ 3,000 ตัน
เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคิวจันท์ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือยกระดับมาตรฐานให้ผู้บริโภคยอมรับ และเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าการตลาดนำการผลิตจะสามารถระบายผลผลิตมังคุดดำตกไซซ์ออกสู่ตลาดได้
ล่าสุดได้จัดทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายกับสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่, บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด
“ขณะนี้ต้องเตรียมแรงงานให้พร้อม เช่น เกษตรกร หากเก็บไม่ทันมังคุดจะดำ จากราคาเกรดมาตรฐาน 60-70 บาท/กก. จะร่วงเหลือ 15-20 บาท/กก. ส่วนล้งอาจเสี่ยงต่อการหยุดรับซื้อ ชาวสวนต้องหยุดเก็บและขายได้ราคาต่ำลง ทางด้านปัญหาแรงงานต่างด้าวหน่วยงานภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกการบริการแบบ One Stop Service ใน จ.จันทบุรี รวมถึงการกระตุ้นตลาดออนไลน์ จะช่วยให้ราคาเฉลี่ยมังคุดสูงขึ้นในช่วงพีกที่มีปัญหาทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ”
ทางด้าน นางสาววริสา มีเจริญ เจ้าของสวนมังคุด อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวว่า วิธีที่จะรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต คือ การดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากระบบ โดยเฉพาะมังคุดดำ กาก ลาย หูแดง ลูกเล็กหรือตกไซซ์ ซึ่งยังมีคุณภาพเนื้อดี รสชาติหวาน อร่อย เม็ดเล็ก ทานง่าย จึงเห็นด้วยกับแนวทางของคิวจันท์ นำร่องโมเดล “ตลาดนำการผลิต” อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังกังวลใจคือ ถ้ามังคุดมีปริมาณมากในช่วงเวลาหนึ่งจริง ๆ ตลาดทั้งในและต่างประเทศจะรับไหวหรือไม่
กระจายตกไซซ์ออกสู่ตลาด
นายมณฑล ปริวัฒน์ กรรมการ ผจก.บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด จ.จันทบุรี ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ด้วยปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผลผลิตลูกเล็กจำนวนมาก จึงต้องวางแผนกระจายผลผลิตให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าส่งออก 45% และภายในประเทศ 55%
ทั้งนี้ปัญหาข้อจำกัดแรงงาน จึงเสนอแนะให้มีการคัดแยกเกรดแยกไซซ์มาจากสวนก่อนส่งล้ง เพื่อให้ได้ราคานำตลาดและลดภาระของล้งในช่วงผลผลิตล้น
ส่วนตลาดภายในประเทศจะมีการขยายตลาดสู่ห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อรองรับมังคุดปริมาณมากถึง 55% ประมาณ 62,600 ตัน โดยเฉพาะเบอร์จิ๋วขนาด 50 กรัม หรือซูเปอร์จิ๋ว มังคุดไร้เมล็ด ซึ่งเป็นเกรดรองสำหรับส่งออก แต่ยังมีรสชาติดี นำมาพัฒนาคุณภาพ ประชาสัมพันธ์ ทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย
ค่าขนส่งเพิ่ม เสี่ยงรับซื้อน้อย
นายกมล ภูมิพงศ์ไทย นายกสมาคมผู้ค้าผลไม้ และกรรมการ ผจก.บริษัท ภูมิสยาม โกลเบิล เฟรช จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ราคามังคุดอยู่ในจุดที่เหมาะสม ตลาดมีสภาพคล่องเปิดรับซื้อได้ไม่จำกัดปริมาณ ราคาในตลาดจีนเป็นตลาดหลักซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ช่วงเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 50-60% อย่างไรก็ตามช่วงผลผลิตล้นตลาดและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้พ่อค้ารับซื้อปริมาณน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ และมีโอกาสที่ราคาผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วตามสภาพกลไกของตลาด
ปัจจุบันล้งมังคุดภาคตะวันออกมี 100 กว่าแห่ง เพียงพอที่จะรองรับปริมาณมังคุด 3,000-4,000 ตัน แต่จะมีปัญหาคุณภาพเนื่องจากช่วงพีก ตรงกับช่วงสภาพอากาศแล้ง และฤดูฝน
สำหรับแผนการรองรับตลาด ถ้าต้นทุนโลจิสติกส์ปรับเพิ่มสูงมากต้องจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออกไปตลาดมูลค่าสูงก่อน เพื่อชดเชยกับส่วนที่ยังไม่ได้คุณภาพ
ขณะที่แนวทางบริหารจัดการตลาดผลไม้ ปี 2569 ของกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตทุเรียนและมังคุดที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีกซีซั่น ผนึกกำลังทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ส่งออก โมเดิร์นเทรด วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายภาครัฐ หวังรักษาเสถียรภาพราคา
พร้อมเร่งระบายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ ก่อนปัญหาราคาตกต่ำจะลุกลามเพื่อพยุงตลาด รวมถึงไลฟ์คอมเมิร์ซ-ไทยช่วยไทยภายใต้แนวคิด “เกษตรกรต้องอยู่ได้ ผู้ประกอบการต้องเดินต่อ และราคาตลาดต้องสมดุล”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตามังคุดตะวันออก 7 หมื่นตัน ผลผลิตพีกชนทุเรียน เสี่ยงราคาทรุด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net