โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตามังคุดตะวันออก 7 หมื่นตัน ผลผลิตพีกชนทุเรียน เสี่ยงราคาทรุด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 09.36 น.

“มังคุด” อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของผลไม้ปี 2569 กำลังเผชิญอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ โดยเฉพาะภาคตะวันออกจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงกว่า 70,000 ตัน หรือราว 41% ของผลผลิตทั้งหมดในประเทศ ท่ามกลางความกังวลราคาผันผวน คุณภาพผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ต้นทุนขนส่งพุ่ง และภาวะแรงงานขาดแคลน ล้วนเป็น “ปัญหาซ้ำซาก” ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี

จับตาพีก 7 หมื่นตัน

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปี 2569 ภาพรวมผลผลิตมังคุดทั้งประเทศ ประมาณ 318,000 ตัน ลดลง 6% จากปี 2568 ที่มีผลผลิต 380,952 ตัน ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออก 3 จังหวัด (จันทบุรี ระยอง ตราด) มีสัดส่วนกว่า 77% ของทั้งประเทศ มีผลผลิตรวม 175,000 ตัน ลดลงจากปี 2568 ที่มีผลผลิต 259,000 ตัน หรือลดลงเฉลี่ย 33%

โดย จ.จันทบุรี มีผลผลิตมากสุด 122,327 ตัน ลดลง 34.07% ต่อมา จ.ตราด มีผลผลิต 40,970 ตัน ลดลง 18.64% และ จ.ระยอง มีผลผลิต 11,292 ตัน ลดลง 50.56% แบ่งเป็นส่งออก 86% และบริโภคภายในประเทศ 14%

ทั้งนี้มังคุดภาคตะวันออกผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 วันที่ 21-31 พฤษภาคม จะมีปริมาณ 29,408.03 ตัน คิดเป็น 24.04% ส่วนช่วงที่ 2 วันที่ 11-30 มิถุนายน จะมีปริมาณ 44,000 ตัน คิดเป็น 26% อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึง 70,000 ตัน หรือคิดเป็น 41% ของผลผลิตทั้งหมด

มังคุด ตลาดเบอร์ 2

แหล่งข่าวจากผู้เชี่ยวชาญในวงการมังคุดให้ข้อมูลว่า ตลาดมังคุดจัดเป็นตลาดเบอร์ 2 ในปี 2568 มูลค่าการค้ามังคุด 17,018 ล้านบาท ขณะที่ทุเรียนที่เป็น King of Fruit ตลาดเบอร์ 1 ในปี 2568 มีมูลค่า 150,161 ล้านบาท ด้วยธุรกิจอุตสาหกรรมทุเรียนมีจำนวนมาก เห็นได้จากสัดส่วนล้งผลไม้ที่เปิดอยู่ในภาคตะวันออกกว่า 1,000 ล้ง มีเพียง 100 ล้งที่เป็นล้งมังคุด เนื่องจากมูลค่าและผลตอบแทนกำไรสูง การกำหนดราคาตลาดปลายทางที่ชัดเจน ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนกำหนดราคาซื้อได้แน่นอน ซึ่งต่างจากมังคุดที่ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ราคาตลาดปลายทางกำหนดเพื่อเป็นราคารับซื้อแต่ละวัน ส่งผลให้การบริหารจัดการเพื่อทำกำไรเป็นเรื่องยาก

เช่น ทุเรียนมีกำไร 10 บาท/กก. ทุเรียน 1 ลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 3 กก. ทำให้มีกำไรแม้ขายเพียง 1 ลูก แต่มังคุด 3 กก. ต้องมีปริมาณมากถึง 60 ลูก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพมากกว่า ทำให้มังคุดไม่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการมากนัก

3 ปัจจัยลบรุมเร้า

ปัญหาราคาตกต่ำและคุณภาพไม่ได้มาตรฐานเกิดขึ้นมานานนับ 10 ปี เพราะที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่สำหรับแก้ไขปัญหาและยกระดับราคามังคุดอย่างยั่งยืน หรือส่งเสริมการตลาด การผลิตการแปรรูป อย่างไรก็ตามมังคุดภาคตะวันออกยังเผชิญปัญหาอีก 3 ด้าน ดังนี้

1) ผลผลิตระยะแรกออกช้า ซึ่งตรงกับผลผลิตทางภาคใต้ที่ออกเร็ว จากปกติผลผลิตภาคใต้จะต่อจากภาคตะวันออกในช่วงเดือนมิถุนายน

2) คุณภาพมังคุด ด้วยสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง (ซูเปอร์จิ๋ว) และช่วงเก็บเกี่ยวตรงกับฤดูฝน ทำให้เกิดปัญหามังคุดเนื้อแก้ว ยางไหล รวมถึงมังคุดผิวดำ กาก ลาย ที่ส่งออกไม่ได้

และ 3) ช่วงผลผลิตพีกตรงกับทุเรียนภาคตะวันออก และขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ตู้ถูกนำไปบรรจุทุเรียนมากกว่า จึงกระทบต่อราคามังคุดที่รับซื้อหน้าสวน

ผลผลิตไม่มาก คุณภาพไม่ได้

นางสารภี ปิยพงศ์ไพศาล เกษตรกรเจ้าของสวนมังคุด อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตมังคุดลดลงมากถึง 50-80% ปีที่ผ่านมาเก็บได้วันละ 8-10 ลัง แต่ปีนี้ผลผลิตเหลือวันละ 5-8 ลัง (ลังละ 25-30 กก.) แต่ราคากลับไม่สูงขึ้น ตั้งแต่เปิดฤดูกาลราคามังคุดเมื่อปลายเดือนเมษายน ราคา 130-150 บาท/กก. ก่อนที่จะร่วงลงมาเหลือ 80-90 บาท/กก. เมื่อต้นพฤษภาคม และกลางเดือนพฤษภาคมราคาลงมาเหลือที่ 65-70 บาท/กก. ส่วนตกไซซ์เหลือ 20-22 บาท/กก.

“ทางออกคือ ควรทำมังคุดออกนอกฤดูให้ได้ประมาณ 30% เพื่อให้ได้ราคาสูง 60-70 บาท/กก. เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำในช่วงฤดูปกติ”

นำร่องโมเดล ตลาดนำการผลิต

นายพิพัฒน์ เต็งเศรษฐศักดิ์ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคิวจันท์ (Q Chan) กล่าวว่า มังคุดผิวดำตกไซซ์ถือเป็นมังคุดที่มีคุณภาพ แต่ยังสร้างมูลค่าได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยโครงการ Q-Chan ตั้งเป้าทำตลาดภายในประเทศ 3,000 ตัน

เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคิวจันท์ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือยกระดับมาตรฐานให้ผู้บริโภคยอมรับ และเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าการตลาดนำการผลิตจะสามารถระบายผลผลิตมังคุดดำตกไซซ์ออกสู่ตลาดได้

ล่าสุดได้จัดทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายกับสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่, บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด

“ขณะนี้ต้องเตรียมแรงงานให้พร้อม เช่น เกษตรกร หากเก็บไม่ทันมังคุดจะดำ จากราคาเกรดมาตรฐาน 60-70 บาท/กก. จะร่วงเหลือ 15-20 บาท/กก. ส่วนล้งอาจเสี่ยงต่อการหยุดรับซื้อ ชาวสวนต้องหยุดเก็บและขายได้ราคาต่ำลง ทางด้านปัญหาแรงงานต่างด้าวหน่วยงานภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกการบริการแบบ One Stop Service ใน จ.จันทบุรี รวมถึงการกระตุ้นตลาดออนไลน์ จะช่วยให้ราคาเฉลี่ยมังคุดสูงขึ้นในช่วงพีกที่มีปัญหาทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ”

ทางด้าน นางสาววริสา มีเจริญ เจ้าของสวนมังคุด อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวว่า วิธีที่จะรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต คือ การดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากระบบ โดยเฉพาะมังคุดดำ กาก ลาย หูแดง ลูกเล็กหรือตกไซซ์ ซึ่งยังมีคุณภาพเนื้อดี รสชาติหวาน อร่อย เม็ดเล็ก ทานง่าย จึงเห็นด้วยกับแนวทางของคิวจันท์ นำร่องโมเดล “ตลาดนำการผลิต” อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังกังวลใจคือ ถ้ามังคุดมีปริมาณมากในช่วงเวลาหนึ่งจริง ๆ ตลาดทั้งในและต่างประเทศจะรับไหวหรือไม่

กระจายตกไซซ์ออกสู่ตลาด

นายมณฑล ปริวัฒน์ กรรมการ ผจก.บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด จ.จันทบุรี ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ด้วยปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผลผลิตลูกเล็กจำนวนมาก จึงต้องวางแผนกระจายผลผลิตให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าส่งออก 45% และภายในประเทศ 55%

ทั้งนี้ปัญหาข้อจำกัดแรงงาน จึงเสนอแนะให้มีการคัดแยกเกรดแยกไซซ์มาจากสวนก่อนส่งล้ง เพื่อให้ได้ราคานำตลาดและลดภาระของล้งในช่วงผลผลิตล้น

ส่วนตลาดภายในประเทศจะมีการขยายตลาดสู่ห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อรองรับมังคุดปริมาณมากถึง 55% ประมาณ 62,600 ตัน โดยเฉพาะเบอร์จิ๋วขนาด 50 กรัม หรือซูเปอร์จิ๋ว มังคุดไร้เมล็ด ซึ่งเป็นเกรดรองสำหรับส่งออก แต่ยังมีรสชาติดี นำมาพัฒนาคุณภาพ ประชาสัมพันธ์ ทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

ค่าขนส่งเพิ่ม เสี่ยงรับซื้อน้อย

นายกมล ภูมิพงศ์ไทย นายกสมาคมผู้ค้าผลไม้ และกรรมการ ผจก.บริษัท ภูมิสยาม โกลเบิล เฟรช จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ราคามังคุดอยู่ในจุดที่เหมาะสม ตลาดมีสภาพคล่องเปิดรับซื้อได้ไม่จำกัดปริมาณ ราคาในตลาดจีนเป็นตลาดหลักซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ช่วงเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 50-60% อย่างไรก็ตามช่วงผลผลิตล้นตลาดและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้พ่อค้ารับซื้อปริมาณน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ และมีโอกาสที่ราคาผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วตามสภาพกลไกของตลาด

ปัจจุบันล้งมังคุดภาคตะวันออกมี 100 กว่าแห่ง เพียงพอที่จะรองรับปริมาณมังคุด 3,000-4,000 ตัน แต่จะมีปัญหาคุณภาพเนื่องจากช่วงพีก ตรงกับช่วงสภาพอากาศแล้ง และฤดูฝน

สำหรับแผนการรองรับตลาด ถ้าต้นทุนโลจิสติกส์ปรับเพิ่มสูงมากต้องจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออกไปตลาดมูลค่าสูงก่อน เพื่อชดเชยกับส่วนที่ยังไม่ได้คุณภาพ

ขณะที่แนวทางบริหารจัดการตลาดผลไม้ ปี 2569 ของกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตทุเรียนและมังคุดที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีกซีซั่น ผนึกกำลังทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ส่งออก โมเดิร์นเทรด วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายภาครัฐ หวังรักษาเสถียรภาพราคา

พร้อมเร่งระบายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ ก่อนปัญหาราคาตกต่ำจะลุกลามเพื่อพยุงตลาด รวมถึงไลฟ์คอมเมิร์ซ-ไทยช่วยไทยภายใต้แนวคิด “เกษตรกรต้องอยู่ได้ ผู้ประกอบการต้องเดินต่อ และราคาตลาดต้องสมดุล”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตามังคุดตะวันออก 7 หมื่นตัน ผลผลิตพีกชนทุเรียน เสี่ยงราคาทรุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...