โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ธนะชัย สุนทรเวช’ ครูใหญ่แห่ง ‘ตั้งต้นดี’ วิชาชีวิต (ใหม่) ของผู้ก้าวพลาด-ผู้ต้องขัง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และผู้ดูแลโครงการโรงเรียนตั้งต้นดี

ประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากกว่า 280,000 คน (ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ เดือนกรกฎาคม 2569) โดยแต่ละปีจะมีผู้พ้นโทษประมาณ 200,000 คน

หากยึดตัวเลขข้างต้น แสดงว่าจำนวนผู้ต้องขังจะลดลงเรื่อยๆ ทว่า ในความเป็นจริงมีผู้ต้องขังใหม่และผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว มีการกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี ประมาณ 1 ใน 3 หรือเกือบ 100,000 คนของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด โดยวงจรชีวิตของคนกลุ่มนี้ ทั้งสภาพแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ ประวัติผู้ต้องโทษ รวมถึงการตีตราของสังคม ไม่สามารถยืนหยัดเลี้ยงตัวเองได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องขังเหล่านี้ก้าวเข้า-ออกเรือนจำแบบซ้ำๆ

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ “ธนะชัย สุนทรเวช” หรือ “เมฆ” ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ทำโครงการ ‘โรงเรียนตั้งต้นดี’ (Restart Academy) ในช่วงปี 2565-2566 ภายใต้บริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด เพื่อส่งเสริมให้ผู้ก้าวพลาดสามารถคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ และลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ผ่านการฝึกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สปา ซาลอน รุกขกร รวมถึงทักษะชีวิตอื่นๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิต

คิกออฟ ‘ตั้งต้นดี’ กลไกไม่กระทำผิดซ้ำ

นายธนะชัย ให้ข้อมูลว่า ตลอด 3-4 ปี ตั้งต้นดี มีอดีตผู้ต้องขังที่ผ่านโครงการแล้วกว่า 80 คนจากยอดผู้สมัครกว่า 200 คน และปัจจุบันมี 50 คนที่ทำงานร่วมกัน

ช่วงปีแรก TIJ เริ่มทำโครงการ Hygiene Street Food อบรมทักษะอาหารระยะสั้น 10 วัน แล้วแจกรถเข็นให้ผู้พ้นโทษไปขายใกล้บ้าน โดยดึงพาร์ทเนอร์หลายรายเข้ามาช่วย ทั้งคณะอุตสาหกรรมอาหารสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เชฟ For Chance สอนทำอาหารให้อร่อย Dtac สอนการตลาดออนไลน์ และ Robinhood สอนแอปเดลิเวอรี

นายธนะชัยกล่าวว่า การทำงานตั้งอยู่บนแนวคิด Social Partnership Model ที่ไม่ใช่การจ่ายเงินสนับสนุนแบบ CSR ทั่วไป แต่ชวนแต่ละบริษัทมาทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอยู่แล้ว ทำให้การทำงานไม่ใช่ CSR ที่เงินหมดแล้วไม่ทำต่อ แต่ต้องเป็นโครงการระยะยาว

โรงเรียนตั้งต้นดีแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • Restart-Coaching อบรมทักษะอาชีพและจิตใจ รวมถึงการปรับทัศนคติเพื่อให้พร้อมต่อการดำรงชีวิต
  • Restart-Career จ้างงานผู้พ้นโทษที่ผ่านการฝึก ทักษะจากโรงเรียน เพื่อส่งเสริมให้มีพื้นที่จริงในการสร้างรายได้
  • Restart-Money (กองทุนฉุกเฉิน) จัดตั้งกองทุนให้กู้ยืมสำหรับผู้พ้นโทษที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม การให้รถเข็นแก่ผู้พ้นโทษดำเนินการมาแล้ว 2 รุ่น แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาการกระทำผิดซ้ำได้ แม้จะมีคนต้องกลับเข้าเรือนจำซ้ำเพียง 2-3 ราย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ ‘เอ๊ะ’ จนกระทั่งพบคำตอบว่า รถเข็นที่ผลิตช้าเกินไป แต่คนพ้นโทษต้องกินข้าว ต้องมีเงินเลี้ยงตัวเองทันที เมื่ออุปกรณ์หาเลี้ยงชีพมาไม่ทัน ก็ต้องเวียนกลับไปทำสิ่งที่เคยทำ

TIJ เคยทำวิจัยกับผู้ต้องขังหญิง เราถามว่า เมื่อออกจากเรือนจำ ต้องการให้สนับสนุนเรื่องใดมากที่สุด… ผมนึกว่าคำตอบจะเป็นเรื่องลูก-ครอบครัว ไม่ใช่ เขาอยากได้งานอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อมีงาน มีเงิน เขาจะได้กลับไปช่วยเหลือครอบครัวได้

ต่อมารุ่นที่ 3 จำนวน 13 คน ผ่านความร่วมมือกับสมาคมสตรีไทย โดย TIJ ชวนมาร่วมออกแบบกระบวนการใหม่ ตั้งแต่นั่งสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม เรียนกับผู้พ้นโทษ และติดตามผลหลังพ้นโทษ จนสุดท้ายหลายคนในสมาคมออกไปช่วยแกะปลาสลิด ขายข้าวเหนียวมะม่วงร่วมด้วย

สิ่งสำคัญที่ค้นพบคือ “ครอบครัว” เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และโมเดลนี้ทำให้ทั้ง 13 คนไม่มีใครกลับไปกระทำผิดซ้ำแม้แต่คนเดียว

“หนึ่งในนั้นเป็นแม่ของลูก อีกคนเป็นลูกของแม่ เขากลัวว่าถ้าเข้าไปอีกรอบ ใครจะดูแล เคยฝากพี่สาวเลี้ยงลูกตอนอยู่ข้างในคุก เราก็รู้เลยว่าเขาไม่อยากกลับไปกระทำผิดอีก”

‘ครัวตั้งต้นดี’ โรงเรียนชีวิต และครอบครัว (ใหม่)

ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่ทำการของ TIJ มีพื้นที่โรงอาหาร ตั้งต้นดี จึงขอใช้พื้นที่นั้นทำโครงการใหม่ในชื่อ “ครัวตั้งต้นดี” และเป็น showcase ให้สังคมเห็นว่าผู้พ้นโทษมีความสามารถ ทำอาหารได้จริง ทำธุรกิจได้จริง

นายธนะชัยเล่าว่า ครัวตั้งต้นดี รับผู้ก้าวพลาดเข้ามาเป็นรุ่นที่ 1 มีผู้เข้าร่วม 8 คน พร้อมเลือกพาร์ทเนอร์ร้านอาหารจากร้านที่พร้อมจะเข้าร่วมโครงการ

เมื่อชักชวน “เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดมาได้ จึงเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ทำให้ชวนคนอื่นได้ง่ายขึ้น ทำให้มีพาร์ทเนอร์คนที่สองคือ เพิ่มพร มณีสินธุ์ หรือจุ้น เจ้าของร้านข้าวหอมมะลิ

เมื่อหาพาร์ทเนอร์ไปเรื่อยๆ ทำให้ครัวตั้งต้นดีมีทั้งหมด 5 ร้านที่ทำงานโดยผู้พ้นโทษ 8 คน และมีหลังบ้านเป็นเชฟที่จบจาก Cordon Bleu เข้ามาช่วยดูแลหลังครัวและหลักสูตรการทำอาหาร

แผนแรกคือเปิดให้คน TIJ ทดลองกิน เพื่อเก็บ feedback เป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นเมื่อเปิดครัวตั้งต้นดี มีลูกค้า 100 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลนี้ไปต่อได้

“ตอนแรกพนักงาน TIJ มากิน 20 คนยังรับมือได้ แต่พอเป็น 100 คน คนของเรา 8 คนทำไม่ทัน TIJ เลยให้ทุกสำนักจัดคนมาช่วยขายและทำครัวตอนกลางวัน ขนาดผมก็ต้องไปนั่งสับหมูเอง”

นายธนะชัยมองว่า สิ่งสำคัญสำหรับคนกลุ่มนี้คือ ‘การเปิดใจ’ เนื่องจากตอนเปิดร้านช่วงแรก ไม่มีใครอยากยืนหน้าร้าน ทุกคนไปหลบหลังครัว แต่ตั้งต้นดีก็ค่อยๆ ปรับและสอนไปเรื่อยๆ จนทำให้ผู้ก้าวพลาดเห็นว่าสังคมให้โอกาสเสมอ

ครัวตั้งต้นดียังรับงานจัดเลี้ยง และงานอื่นๆ นอกจากขายในโรงอาหาร โดยนายธนะชัยเล่าว่า ผู้ก้าวพลาดได้ไปจัดงาน Chef’s Table มาแล้ว 11 ครั้ง ครั้งที่น่าจดจำที่สุดคือการไปจัดให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) เมื่อช่วงปลายปี 2568 ทำให้หลายคนภาคภูมิใจกับชีวิตใหม่นี้

ที่สำคัญคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นายธนะชัยเล่าว่า มือหนึ่งของครัวเคยได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานที่โรงแรม เงินเดือน 32,000 บาท แต่เขาปฏิเสธ เพราะครัวตั้งต้นดีคือ “Big Family” ที่ทุกคนเข้าใจกัน หลายคนไม่มีครอบครัว แต่เมื่อเข้ามาที่ครัวตั้งต้นดีก็มีสังคมใหม่ในนี้

ผมเคยถามว่า ไม่ไปเพราะ comfort zone อยู่ที่นี่แล้วสบายหรือเปล่า เขาบอกไม่ใช่ เป็นคำตอบที่ผมนึกไม่ถึง… เขาอยากอยู่เพื่อรับคนใหม่ อยากจะดูแลคนใหม่ที่เคยพลาดเหมือนเขา วันนี้เขาสบายแล้ว อยากทำให้คนที่มาใหม่สบายเหมือนเขา… โอ้โห เป็นคำตอบที่ผมไม่เคยคาดหวังมาก่อน นี่มันไปอีกขั้นแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งต้นดี ยังมีพื้นที่อาชีพอื่นๆ อีกเช่น สปา ซาลอน รุกขกร เป็นต้น

ฉะนั้น ตั้งต้นดี ไม่ใช่แค่ศูนย์ฝึกอาชีพหรือพื้นที่ทำมาหากินเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘โรงเรียน’ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการเข้าคลาสวิชา ชีวิตอื่นๆ

นายธนะชัยกล่าวว่า ปีแรกลองสอนแบบเลคเชอร์ ผลคือหลับกันทั้งห้อง แม้จะเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาสอนเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ ต้นทุน การจัดการ แต่เดือนที่สองมีคนหนึ่งกล้ารวบรวมความกล้ายกมือบอก “เราเข้าใจความหวังดีคุณเมฆ แต่เราไม่พร้อมเป็นผู้ประกอบการ เราขอมีงาน มีเงิน เป็นลูกจ้าง พอใจแล้ว”

แต่เมื่อเปลี่ยนไปสร้างการเรียนรู้ผ่านเกม กิจกรรม และการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ พบว่าผู้ก้าวพลาดแอคทีฟขึ้นทันที

ดังนั้น ตั้งต้นดีจึงหันมาสอนวิชาที่จำเป็นกว่าในชีวิตจริง ทั้งการจัดการเงิน การออม การตั้งเป้าหมายต่างๆ ทั้งเชิญสตาร์ทอัปมาสอนเรื่องการปลดหนี้ และเชิญธนาคารออมสินเข้ามาช่วยสอนเรื่องการออม

จุดเปลี่ยน ‘การพนัน’ และ ‘ยาเสพติด’

นายธนะชัยกล่าวต่อว่า การรับใครสักคนเข้ามาทำงาน ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังทุกราย ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจข้อมูลที่ได้รับมา แต่เพราะต้องการสร้างความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่าย ฝั่งผู้เข้าโครงการได้เห็นหน้านายจ้างจริง รู้ว่าจะไปทำงานกับใคร ส่วนฝั่งตัวเองก็ได้รู้พื้นเพที่มา ทั้งเหตุผลที่ทำผิด จำนวนครั้งที่ผิดซ้ำ และมีปัญหาด้านสุขภาพจิตที่ต้องดูแลเป็นพิเศษหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้พูดคุยด้วยตัวเองทุกราย แต่ก็มีสิ่งที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปกปิดเรื่องยาเสพติดและการพนัน

“ครั้งหนึ่งเล่นสลอตกันทั้งครัว พอรู้ ต้องเอาตํารวจไซเบอร์มาคุย เฮ้ย เขาตั้งโปรแกรม คุณไม่มีทางชนะ พอได้แล้ว อยากได้อีก แล้วเผอิญมีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เล่นไม่กี่ครั้ง 2 วันแตก ได้ 200,000 เพื่อนๆ เรียกเจ๊เลย คอมีทอง แถมถอย iPhone ใหม่ ใครขาดอะไรก็ให้หยิบยืมทันที… ไม่น่าเชื่อ ที่ได้มาสองแสน 2 อาทิตย์เกลี้ยง… สุดท้ายติดหนี้ แล้ว จำนำ iCloud ผมรีบให้ไถ่ออกมา เพราะถ้าเกิดเขาเอาข้อมูลที่ไม่ดี ยาเสพติด ค้ามนุษย์ คุณจะโดนโทษหนัก ผมบอกเรื่องการพนันต้องเลิกจริงจัง”

อีกรายที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใช้ยาเสพติดและติดพนัน เพราะเคยพูดคุยกันแล้วเห็นกลับตัวกลับใจ และภูมิใจที่ได้หาเงินจากงานสุจริต

“อีกคนโดน ป.ป.ส. รวบ ผมรู้ตอนสามทุ่ม เขาเล่นสลอตออนไลน์แล้วติด เงินหมดไปเรื่อยๆ จนเจ้าหนี้มาทวง พอนึกไม่ออกว่าหาเงินยังไงให้เร็วที่สุด ผลคือกู้นอกระบบ แต่กู้แล้วไม่พอ สุดท้ายขายยา เพราะตัวเองเคยค้ามาก่อน แล้วก็โดนล่อซื้อ ทำให้ทุกคนช็อก เพราะอีก 5 วันจะปลด EM”

“ตอนนั้นผมใช้ห้องประชุมใหญ่ บอกว่าทุกคนอยู่กันมาหลายเดือน ผมไม่เคยเช็คเลยว่าใครมีสารเสพติดบ้าง เราเชื่อใจกัน ทั้งที่ผมได้ผลตรวจสารจาก ป.ป.ส. ตั้งแต่แรก แต่ผมไม่เคยใช้เลย งั้นวันนี้ผมขอตรวจ ทำให้มีคนมอบตั้งแต่ยังไม่ตรวจ ยอมรับว่าเสพ แล้วขอเลิกวันนี้เลย เพราะสิ่งที่เพื่อนเขาโดนมันกระทบใจมาก”

“หนักสุดคือ รูมเมทของคนที่โดนจับก็ขอเลิกวันนั้นทันที เขาเล่าว่าตอนนั้นลงมาหาแฟน แล้วเห็นตำรวจไปเอาเพื่อนเขาลงมาจากห้อง เขาช็อกมาก ตัวเองก็ตกใจ แต่ก็ขึ้นไปข้างบนไปดูว่ายาที่ตัวเองซุกไว้โดนไหม อ้าว ไม่โดน เพราะตัวเองก็มี แฟนเลยถามว่าจะเอายังไง ตอนแรกคิดหนักมาก เพราะเพิ่งซื้อ มันคือทุน เอาไปขายต่อได้ แฟนเลยบอกว่า เขาอุตส่าห์ให้โอกาสแล้วเรายังทำอย่างนี้อีก เขาก็เลยตัดใจเลยว่า 500 เม็ดนี้ ทิ้งชักโครกแล้วแล้วเลิกวันนั้น หักดิบเลย”

นายธนะชัยกล่าวต่อว่า การต่อสู้กับปัญหายาเสพติดใช้เวลานานหลายปี กว่าจะถึงจุดที่ไม่มีสารเสพติดเลย ช่วงแรกใช้แนวทาง Harm Reduction เปิดโอกาสให้ผู้เข้าโครงการลดละเลิกเองตามความพร้อม แต่มีบางคนที่วนซ้ำในวังวนเลิกแล้วกลับมาใหม่เกือบสองปี จนเมื่อเข้าสู่ปีที่สาม จึงขีดเส้นให้ชัดว่า ใครที่อยากอยู่กับโครงการต่อต้องเลือก หากตรวจพบสารเสพติด ต้องหยุดพักจนกว่าจะมั่นใจว่าพร้อมแล้วจริงๆ โดยที่ตำแหน่งงานจะถูกเก็บรอไว้ให้เสมอ

ปรับมายเซ็ท ชวนเอกชนจ้างงานผู้พ้นโทษ

เมื่อชื่อตั้งต้นดีเริ่มเป็นที่รู้จัก ภาคธุรกิจหลายแห่งติดต่อเข้ามาขอรับผู้พ้นโทษทำงาน แต่คำถามสำคัญคือ หลายองค์กรยังมองอดีตผู้ต้องขังเป็นแรงงานราคาถูก และไม่ได้มองถึงการพัฒนาคนอย่างแท้จริง

เขามีคําถามทำให้เราเอ๊ะ เช่น จ่ายค่าแรงขั้นต่ำได้หรือเปล่า ถ้าไม่ดีขอเปลี่ยนคนได้ไหม แต่บางบริษัทที่เป็นแนวทางเดียวกับเราแล้ว เขาจะมีคำถามที่ฟังแล้วรู้เลย เช่น ทีมงานต้องระวังคําพูดไหน ที่จะไปกระทบใจเขา หรือมีแนวทางพัฒนาเขาต่ออย่างไรได้บ้าง แบบนี้คุยกันเสร็จแล้วไปด้วยกันได้

นายธนะชัยยกตัวอย่าง บริษัท แบล็ค แคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Black Canyon ว่า ผู้บริหารระดับสูงมาคุยด้วยตัวเอง พร้อมด้วยทีม HR ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริง อีกทั้งนำเมนูที่ขายจริงไปสอนผู้ต้องขังในเรือนจำ จนปัจจุบัน Black Canyon สนับสนุนและจ้างงานผู้พ้นโทษเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว

ถัดมา บริษัท เบอร์ลี ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ที่ให้อาชีพนวดแก่ผู้พ้นโทษ และให้สิทธิพนักงานนวดในเวลางานได้ ตั้งแต่ 10 โมงถึง 2 ทุ่ม และมีบริการนวดบนเรือสำหรับลูกค้าที่ช้อปบิ๊กซีราชดำริครบ 3,000 บาท

ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหาร BJC (ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล) ชวนทีมตั้งต้นดี ขึ้นทาวน์ฮอลของบริษัท ประกาศให้พนักงาน BJC รู้ว่าสปาที่กำลังจะเปิดในอาคารสำนักงาน คือผู้ก้าวพลาด

“ผมบอกคนจ้างงานเสมอว่า ไม่ต้องซีเรียส เข้าใจว่านี่คือความคิดส่วนใหญ่ของสังคมที่รู้สึกว่า คนผ่านสถานกักขังหรือเรือนจำคือไม่น่าไว้ใจ กลัว ดังนั้น เราต้องทำออกมาให้ดี ไม่หนี”

ผมทำงานกับผู้ก้าวพลาด บางคนมีคำถามว่า คนพวกนี้รอยสักเต็มตัว สักคิ้วด้วย คุณกล้ารับเหรอ ผมบอกไปดูสิ ‘ตั้งต้นดี’ สักทุกคน อย่าเอารอยสักมาบดบังศักยภาพของคน

นอกจากนี้ ตั้งต้นดียังทำงานร่วมกับ ผศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่าน “โครงการทำงานไถ่ตัวออกจากคุก” โดยกระบวนการคือใช้เงินไถ่ตัวผู้ถูกกักกัน ซึ่งเป็นคดีเบา ถูกสั่งลงโทษปรับแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ จึงต้องถูกกักขังตามวันของจำนวนค่าปรับ เพื่อให้ผู้ถูกกักขังเหล่านี้ได้ออกมาและมีงานทำชดใช้ค่าไถ่ตัว

โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้ว 1 รุ่น ทั้งหมด 4 ราย โดย 1 ราย ทำงานที่ธรรมศาสตร์ อีก 1 รายทำงานที่มูลนิธิกระจกเงา และอีก 2 รายทำงานกับตั้งต้นดี

“น้องคนหนึ่ง ขอออกมาทำงานก่อน เขาบอกว่า ทำงานมันได้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฉันอยากไถ่ตัวเองออกมา”

สิ่งที่ตั้งต้นดีกำลังทำ อาจเป็นส่วนเล็กๆ แต่เป็นความสำเร็จ ที่มากกว่าแค่การจ้างงาน หรือการหาแนวร่วมภาคเอกชนให้โอกาสผู้ก้าวพลาด สำคัญที่สุดคือ การทำให้ ‘มนุษย์ปกติ’ กลับมาเริ่มต้นใหม่ในสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...