โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก ‘เมาท์เทน บี’ สู่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’

The Reporters

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จาก ‘เมาท์เทน บี’ สู่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ กับความล้มเหลวในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง สังคมไทยมักจะได้ยินวาทกรรม "การถอดบทเรียน" จากหน่วยงานภาครัฐ ทว่าบทเรียนเหล่านั้นถูกถอดแล้วนำมาใช้จริงหรือ … อย่างน้อยใน 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดซ้ำ แม้จะมีการ “ถอดบทเรียน” มาแล้วก็ตาม

ข้อมูลจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร พบว่าอัคคีภัยเป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นมากเป็นอันดับสอง โดยมีสถิติการเกิดในรอบทศวรรษรวมกว่า 8,362 ครั้ง ในขณะที่ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทั่วประเทศ ก็บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

หากดูเฉพาะเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงและร้านอาหาร โศกนาฏกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างน่าตกใจนี้เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ที่ร้าน "เมาท์เทน บี" (Mountain B) จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2565 ที่แม้จะถูก “ถอดบทเรียน” อย่างจริงจังกันมาแล้ว โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรไฟลุกลามจากฝ้าเพดานไปยังโฟมซับเสียง และลามไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บ 42 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ติดอยู่บริเวณปากทางเข้าออก และทางหนีไฟที่ถูกปิดไม่สามารถใช้งานได้

เมื่อทางรอดกลายเป็นทางตัน

กลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 23.57 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในร้านอาหาร "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสถานีสุทธิสารจะเดินทางถึงที่เกิดเหตุในเวลา 00.02 น. (ไม่ถึง 5 นาทีหลังเกิดเหตุ) และสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดเมื่อเวลา 00.26 น. แต่ในช่วงเวลาเกิดเหตุไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ก็ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วล่าสุดถึง 27 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ค. 2569 เวลา 14.00 น.) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 63 ราย โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 22 ราย ซึ่งหนึ่งในผู้สูญเสียคือ น.ส. วาทินี หรือ "บรีส" นักร้องนำวงทศกัณฐ์ที่กำลังทำการแสดงในคืนนั้น

คำให้การของผู้รอดชีวิตระบุว่า เพียงไม่กี่วินาทีหลังเห็นควันลอยจากหลังคา ก็เกิดการปะทุและเปลวไฟพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรงจนไม่สามารถฝ่ากลับเข้าไปช่วยเพื่อนที่ติดอยู่ภายในได้ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการสูดดมควันพิษและขาดอากาศหายใจ โดยร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกพบกองทับถมกันอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำและช่องทางหนีไฟที่ถูกปิดกั้น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบความปลอดภัยเขตจตุจักร เข้าไปตรวจสอบความปลอดภัยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน ป้ายบอกทาง ซึ่งไม่พบปัญหาแต่อย่างใด แต่ระหว่างเปิดร้านอาจมีการนำสิ่งของไปตั้งวาง โดยสาเหตุหลักที่เป็นอุปสรรคในการหนีไฟ คือไฟลามอย่างรวดเร็ว และทางหนีไฟมีสิ่งกีดขวาง เบื้องต้นพบผู้หมดสติจำนวนหลายคนที่บริเวณทางหนีไฟ ที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ ทั้งโต๊ะขายลูกอม และกล่องเครื่องดื่ม อีกทั้งไม่พบป้ายทางหนีไฟที่อาจถูกเพลิงไหม้ไปแล้ว

โฟมซับเสียง มัจจุราชเงียบ ลามไฟรวดเร็ว

เมื่อสถานบันเทิงอยู่ในเขตชุมชน ไม่ได้อยู่ในโซนนิ่ง การป้องกันเสียงรบกวนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านร้องเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด โดยผู้ประกอบการมักเลือกใช้โฟมซับเสียง ไม่ว่าจะเป็น โฟมชนิดโพลียูรีเทน (Polyurethane) แบบเซลล์เปิด หรือโพลีสไตรีน (Polystyrene) ขึ้นรูปเป็นปุ่มคล้ายแผงไข่ ซึ่งมีราคาไม่สูงมากนัก แต่เป็นมัจจุราชเงียบที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ติดไฟ และลุกลามได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีขีดจำกัดในการทนความร้อนได้เพียงประมาณ 200 กว่าองศาเซลเซียส

ภาพ: ภายในโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว (cr: สำนักงานเขตจตุจักร)

เพราะมีพื้นที่สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศสูงมาก เมื่อได้รับความร้อน เปลวไฟจึงสามารถเกาะพื้นผิวและลุกลามไปตามแผ่นโฟมได้อย่างรวดเร็วกว่าวัสดุทึบทั่วไป นอกจากนั้นเมื่อโฟมหลอมละลาย จะปล่อยควันพิษ ที่ออกฤทธิ์รวดเร็วและรุนแรงต่อระบบของร่างกายมนุษย์ ทำให้หมดสติและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยที่เปลวไฟยังไม่ทันลุกลามมาถึงตัวเสียด้วยซ้ำ

ในด้านมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกฎหมาย การนำวัสดุกลุ่มนี้มาใช้นั้นขัดต่อกฎกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการก่อสร้างโรงมหรสพอย่างชัดเจน ซึ่งกฎหมายระบุบังคับว่าสถานประกอบการต้องเลือกใช้แผ่นซับเสียงหรืออุปกรณ์ที่สามารถทนไฟและทนความร้อนได้สูงเกิน 750 องศาเซลเซียส แม้ว่าวัสดุที่ทนไฟตามมาตรฐานเหล่านี้จะมีราคาที่สูงกว่าโฟมทั่วไป แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการ

ใบอนุญาตผิดประเภท การควบคุมที่ไม่ดีพอ

ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่ออนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ สำหรับกรุงเทพมหานคร มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2545 ซึ่งจำกัดพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการแบบเต็มรูปแบบไว้เพียง 3 โซนหลัก ได้แก่:

  • ย่านพัฒน์พงศ์ (ถนนสุรวงศ์ สีลม พระรามที่ 4)

  • ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่-มักกะสัน

  • ย่านถนนรัชดาภิเษก

ภายในโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โต๊ะตั้งเรียงรายแน่นขนัด

ข้อจำกัดนี้ส่งผลให้สถานบันเทิงที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ 3 โซนนี้ ไม่สามารถจดทะเบียนเป็น "สถานบริการ" ตามกฎหมายได้ ผู้ประกอบการจึงมักเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็น "ร้านอาหาร" หรือ "สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ" แทน

การจดทะเบียนผิดประเภทนี้ ทำให้สถานประกอบการหลุดพ้นจากข้อบังคับด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้วัสดุทนไฟ การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ เครื่องตรวจจับควัน และการมีทางหนีไฟที่ได้มาตรฐานตามขนาดความจุกำลังคน

ถึงเวลาหรือยังที่จะบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

โศกนาฏกรรมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนของการเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้าง ความตายของ 27 ชีวิตคือราคาที่ต้องจ่ายจากการที่ภาครัฐปล่อยให้มี "ร้านอาหารกึ่งผับ" ดำเนินการนอกโซนนิ่งโดยปราศจากการตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่เข้มงวด

การดำเนินคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถหยุดยั้งวงจรนี้ได้

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในคืนวันเกิดเหตุ

หากระบบการกำกับดูแลของรัฐยังไม่ถูกปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน และผู้ประกอบการยังคงแสวงหากำไรโดยมักง่าย บทเรียนจากเมาท์เทน บี สู่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ก็จะเป็นเพียงอีกหนึ่งคดีในหน้าประวัติศาสตร์ และสังคมไทยก็คงต้องเตรียมรับมือกับโศกนาฏกรรมครั้งต่อไปที่รอวันปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...