โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

"รอดจากไฟไหม้" แต่สมองยังติดอยู่ในกองเพลิง เจาะลึกบาดแผลในใจที่มองไม่เห็นหลังผ่านวิกฤต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เพราะความน่ากลัวที่สุดของเหตุวินาศภัย ไม่ใช่แค่เปลวไฟที่มองเห็น แต่คือภาวะจิตใจที่ยังหนีออกจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญไม่ได้ มาร่วมสำรวจกลไกของสมองที่ยังติดอยู่ในกองไฟ พร้อมแนวทางเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความกลัวนี้

เหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าวครั้งล่าสุด นอกจากจะพรากชีวิตผู้คนและทิ้งความสูญเสียไว้เบื้องหลังแล้ว ยังทำให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “สภาพจิตใจของผู้รอดชีวิต” เพราะแม้ร่างกายจะปลอดภัยออกมาได้ แต่สมองและหัวใจอาจยังติดอยู่ในกองเพลิงของคืนนั้นอยู่ก็ได้

และระหว่างที่หมอดูการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตในรายการโหนกระแส เราจะสังเกตเห็นบางช่วงที่คุณไอซ์ นักร้องนำของวงที่แสดงในคืนเกิดเหตุ มีแววตาที่เศร้าลึกกว่าคำพูด มีช่วงหายใจเร็วขึ้น และเหมือนต้องใช้พลังในการเล่าเรื่องทุกประโยค ซึ่งอาการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาปกติของสมองที่กำลังพยายามประมวลผลสิ่งผิดปกติที่เพิ่งเกิดขึ้น

หลายคนคิดว่าความช่วยเหลือสิ้นสุดเมื่อรถพยาบาลพาผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ แต่ในความเป็นจริง งานของสุขภาพจิตเพิ่งเริ่มต้นครับ เพราะหลังเหตุการณ์รุนแรง คนจำนวนมากอาจมีอาการ

-ตกใจง่าย ฝันร้าย

- มีภาพเหตุการณ์ย้อนกลับเข้ามาในหัว

- หายใจเร็ว ใจสั่น

- รู้สึกผิดที่ตัวเองรอด ทั้งที่คนอื่นเสียชีวิต

- ไม่รู้สึกอะไรเลยเหมือนอารมณ์ถูกตัดขาด

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์แรก และยังถือว่าเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ตามธรรมชาติของสมอง

ในทางจิตเวช เรามักเฝ้าระวัง *ภาวะ Acute Stress Reaction* หรือ “ปฏิกิริยาเครียดเฉียบพลันในช่วงแรก” และหากอาการเหล่านี้ยังคงอยู่เกินประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ของโรค PTSD ( Post-Traumatic Stress Disorder : โรคบาดแผลทางใจที่เกิดหลังเผชิญเหตุร้ายแรง) ซึ่งงานวิจัยพบว่า หลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ประมาณ 5-20% ของผู้ประสบเหตุอาจพัฒนาไปเป็น PTSD ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ การสูญเสียที่เกิดขึ้น และการได้รับการช่วยเหลือทางจิตใจตั้งแต่ระยะแรก

กรมสุขภาพจิตเองก็มีแนวทางการปฐมพยาบาลทางใจ หรือ Psychological First Aid (PFA) ที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีหลักการสำคัญคือ “มองหา รับฟัง และเชื่อมโยง” กล่าวคือ

1. เริ่มจากสังเกตว่าผู้ประสบเหตุมีความต้องการเร่งด่วนอะไรบ้าง ทั้งทางกายและใจ

2.จากนั้นรับฟังโดยไม่เร่ง ไม่ตัดสิน ไม่บังคับให้เล่าทุกรายละเอียด

3.และสุดท้ายเชื่อมโยงเขาเข้าสู่ครอบครัว คนใกล้ชิด หรือระบบบริการที่จำเป็น

ถ้าคนที่คุณรักเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในวันแรก อาจไม่ใช่คำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คือความรู้สึกว่า “ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” เพราะเมื่อร่างกายหนีออกมาจากกองเพลิงได้แล้ว งานต่อไปคือการช่วยให้หัวใจของเขาค่อยๆเดินออกมาจากเหตุการณ์นั้นเช่นเดียวกัน

ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...