โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อรัฐ ‘บังคับ’ ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า ‘ลูกไม่ได้เลี้ยงดู’ เลิกมองความยากจนแบบ ‘ขาว-ดำ’

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 มิถุนายน 2569 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

10 มิ.ย.2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อรัฐ “บังคับ” ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดู” มี่เนื้อหาดังนี้

จะเกิดอะไรขึ้น หากผู้สูงอายุคนหนึ่งยังยากจน ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ แต่กลับถูกตัดสิทธิเพียงเพราะระบบเชื่อว่ามีลูกคอยดูแลอยู่แล้ว ทั้งที่ในชีวิตจริง ความช่วยเหลือนั้นอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย

รัฐกำหนดหลักการว่า หากบุคคลใดมีบุตรหลานที่มีรายได้สูงและอยู่ในเกณฑ์ที่ดูแลบุพการีได้ รัฐจะตัดสิทธิความช่วยเหลือผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” ทว่าหากพ่อแม่ยังต้องการสิทธิดังกล่าว รัฐก็ให้อุทธรณ์ได้ พร้อมแสดงพยานหลักฐานว่า “ลูกหลานไม่ได้เลี้ยงดูจริง”

แน่นอน รัฐมีเหตุผลในการใช้ข้อมูลทางภาษีและข้อมูลการอุปการะเป็นเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ เพราะงบประมาณสาธารณะมีจำกัด และการช่วยเหลือควรมุ่งไปยังผู้ที่เดือดร้อนจริง

อย่างไรก็ตาม ชีวิตจริงของผู้คนไม่ได้เรียบง่าย หรือแยกขาดเป็นตัวเลขเหมือนฐานข้อมูลในระบบราชการ ในความเป็นจริง มีคนจำนวนไม่น้อยที่บุตรหลานมีรายได้ตามเกณฑ์ภาษี แต่ส่งเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย บางคนเคยช่วยแต่ปัจจุบันตกงาน บางครอบครัวมีรอยร้าวทางความสัมพันธ์ หรืออีกจำนวนมากที่แม้จะให้ความช่วยเหลือบ้าง แต่ผู้สูงอายุก็ยังคงติดหล่มอยู่ในภาวะยากลำบาก การที่รัฐนำ “ข้อมูลภาษี” หรือ “สิทธิลดหย่อน” มาเป็นไม้บรรทัดในการตัดสิทธิ จึงเป็นแนวทางที่คลาดเคลื่อนได้มาก เพราะสายสัมพันธ์และการจุนเจือในครอบครัวไม่อาจวัดผลอย่างตรงไปตรงมาได้ด้วยมาตรวัดทางบัญชี

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบอุทธรณ์ที่แม้กฎหมายจะไม่ได้ใช้คำว่า “ลูกอกตัญญู” แต่ในทางปฏิบัติ พ่อแม่จำนวนหนึ่งอาจรู้สึกเหมือนกำลังต้องพิสูจน์ต่อรัฐว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูจริง” เพื่อให้ตนเองมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ

ขณะเดียวกันฝ่ายลูกก็อาจรู้สึกว่า หากเคยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไว้ แล้วภายหลังพ่อแม่ยื่นอุทธรณ์ ก็อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังหรือถูกมองว่าใช้สิทธิไปแล้วอย่างไม่ถูกต้อง แม้ในข้อเท็จจริงจะยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์อีกหลายขั้นตอนก็ตาม

รัฐไม่ควรทำให้ครอบครัวต้องกลายเป็น “คู่ขัดแย้ง” กันทางเอกสาร เพราะสวัสดิการที่ดี ไม่ใช่เพียงรัฐมีการตรวจสอบที่เข้มงวด แต่ต้องเป็นรัฐที่สามารถช่วยเหลือคนจนได้จริง ไม่ทำลายศักดิ์ศรีและความสัมพันธ์ของครอบครัวไปพร้อมกัน ทางออกในการปรับเปลี่ยนหลักคิดสามารถกระทำได้ใน 3 ระดับ ประการแรก คือการแยก “สิทธิลดหย่อนภาษี” ออกจาก “สิทธิการรับสวัสดิการ” ข้อมูลการเสียภาษีพึงเป็นเพียงตัวชี้วัดประกอบ ไม่ใช่เงื่อนไขอัตโนมัติในการตัดสิทธิ ประการต่อมา รัฐต้องเลิกมองความยากจนแบบ “ขาว-ดำ” แต่ควรประเมินตามความเป็นจริง ว่าช่วยเหลือบางส่วน หรือขาดแคลน และประการสุดท้าย ควรนำกลไกประเมินเชิงสังคมโดยนักสังคมสงเคราะห์ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
ในระยะยาว น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องขยับเพดานจากการ “สงเคราะห์เฉพาะกลุ่มคนจน” ไปสู่ระบบ “สวัสดิการถ้วนหน้าบนฐานสิทธิขั้นพื้นฐาน” โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้สวัสดิการทำหน้าที่โอบอุ้มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างมีเกียรติ โดยไม่ต้องเอาความสัมพันธ์อันเปราะบางในครอบครัวมาเป็นเดิมพันทางการคลังกับรัฐบาล

วันนี้ อย่าให้ประชาชนเริ่มรู้สึกว่า การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ต้องแลกกับการทำร้ายความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่เช่นนั้น นโยบายที่ตั้งใจช่วยคน อาจกลายเป็นการสร้างบาดแผลใหม่ให้สังคมโดยไม่รู้ตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...