โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

FIFA World Cup 2026 ฟุตบอลโลกที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังกลายเป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา เมื่อสงคราม การเมือง และเศรษฐกิจโลกเข้ามาบรรจบกันบนเวทีเดียวกัน ขณะที่ FIFA เดินหน้าทดลองโมเดลรายได้ใหม่ แฟนบอลทั่วโลกอาจต้องจ่ายแพงที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมลูกหนังครั้งนี้

13 มิ.ย. 2569- มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะถูกจดจำในฐานะทัวร์นาเมนต์ที่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่มี 48 ทีม หรือจัดร่วมกันโดย 3 ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แต่นี่คือฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างเจ้าภาพทั้ง 3 ประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน และโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุน เทคโนโลยี AI และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวมากขึ้น

ที่น่าสนใจคือฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจเป็นการแข่งขันที่ทำกำไรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่สำหรับแฟนบอลจำนวนมาก มันอาจเป็นฟุตบอลโลกที่เข้าถึงยากที่สุดเช่นกัน โดยสิ่งที่แตกต่างจากฟุตบอลโลกในอดีตอย่างชัดเจน คือรูปแบบการสร้างรายได้ ที่ผ่านมาประเทศเจ้าภาพมักลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างสนามกีฬา ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยหวังผลตอบแทนจากการท่องเที่ยว การสร้างภาพลักษณ์ประเทศ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

แต่ในฟุตบอลโลก 2026 ทาง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA เลือกใช้สนามอเมริกันฟุตบอลที่มีอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดภาระการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และหันไปใช้วิธีการเพิ่มรายได้จากผู้บริโภคโดยตรง โดยสนามแข่งขันทั้ง 11 แห่งในสหรัฐฯ ล้วนเป็นสนามอเมริกันฟุตบอลในลีค NFL ซึ่งมีวัฒนธรรมการตั้งราคาที่แตกต่างจากฟุตบอลยุโรป ที่เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การขายตั๋วให้หมดทุกใบ แต่เป็นการสร้างรายได้สูงสุดต่อที่นั่ง

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับฟุตบอลโลกผ่านระบบ Dynamic Pricing หรือการปรับราคาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาจะเพิ่มขึ้นตาม ผลลัพธ์คือราคาตั๋วที่อาจพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

อ้างอิงบทความของ BBC ที่ระบุข้อมูลว่า ตั๋วรอบชิงชนะเลิศบางประเภทมีราคาสูงถึงหลักหมื่นดอลลาร์ ขณะที่ตั๋วรอบแบ่งกลุ่มของคู่แข่งขันที่ได้รับความนิยมจำนวนมากมีราคาประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อใบ แม้แต่แมตช์ที่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ราคาก็ยังอยู่ในระดับหลายร้อยดอลลาร์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่ารายได้จากตั๋วและแพ็กเกจรับรองแขกจะเพิ่มจาก 929 ล้านดอลลาร์ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เป็นมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก โดย ริชาร์ด ชีแฮน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การกีฬาแห่งมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม ประเมินว่ารายได้จากตั๋วและ Hospitality อาจทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าจากฟุตบอลโลกครั้งก่อน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ฟุตบอลโลก 2026 จะกลายเป็นหนึ่งในมหกรรมกีฬาที่สร้างรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์โลก

แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากรายได้มหาศาลเหล่านี้?

บทความของ BBC ยังมองว่า ประเทศเจ้าภาพอย่างสหรัฐฯอาจไม่ได้ประโยชน์เหมือนครั้งที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อปี 1994 เพราะฟุตบอลโลก 2026 ทางสหรัฐฯแทบไม่ได้มีส่วนแบ่งจากรายได้ตั๋ว ขณะที่สนามแข่งขันถูกเช่าในราคาคงที่ เงินรางวัลแข่งขันถูกกำหนดล่วงหน้า แต่ต้นทุนด้านความปลอดภัย การขนส่ง และการบริหารจัดการยังตกอยู่กับเมืองเจ้าภาพ ทำให้หลายเมืองจึงพยายามผลักภาระกลับไปยังแฟนบอล

ตัวอย่างที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือค่ารถไฟในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเพิ่มจากประมาณ 13 ดอลลาร์ เป็นเกือบ 100 ดอลลาร์ในช่วงแข่งขัน ขณะที่ค่าจอดรถบางแห่งสูงถึง 225 ดอลลาร์ ทั้งหมดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากฟุตบอลโลกในกาตาร์ ญี่ปุ่น เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ที่เคยเปิดให้ผู้ถือตั๋วใช้ระบบขนส่งสาธารณะฟรี

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการที่ FIFA นำตลาดขายตั๋วรีเซลเข้ามาอยู่ภายในระบบของตัวเอง ผ่าน Marketplace ซึ่งในอดีตส่วนต่างกำไรจากการขายตั๋วรีเซลมักตกอยู่กับพ่อค้าตั๋ว แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ FIFA เปิดให้ผู้ซื้อตั๋วสามารถนำตั๋วกลับมาขายต่อผ่านแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีการกำกับเพดานราคาสูงสุด แต่ FIFA จะหักค่าธรรมเนียมจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายฝ่ายละ 15% นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในการจัดสรรตั๋วบางส่วนด้วย เรียกว่าเก็บทุกเม็ดไม่มีตกหล่น

ในมุมของ FIFA นี่อาจเป็นการดึงกำไรจากตลาดมืดกลับมาเป็นรายได้ของวงการฟุตบอล แต่ในสายตาของนักวิจารณ์ หลายคนมองว่านี่คือการทำให้กระบวนการเก็งกำไรตั๋วกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเปลี่ยนภาพมหกรรมฟุตบอลโลกที่เคยเป็นกิจกรรมของมวลชน ให้กลายเป็นประสบการณ์ระดับพรีเมียมสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่สะท้อนรูปแบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ที่สินค้าหรือบริการจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้บริโภคระดับบนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอกย้ำแนวคิดเรื่อง "K-Shaped Economy" หรือเศรษฐกิจรูปตัว K ที่อธิบายสถานการณ์ที่คนสองกลุ่มมีเส้นทางทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนเส้นกราฟของตัวอักษร K ที่แยกออกเป็นสองทาง

คนกลุ่มบนมีรายได้และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่คนอีกจำนวนมากเผชิญภาวะรายได้ชะงักงันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น นักวิเคราะห์ของ Moody's ระบุว่า ผู้บริโภคที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของสหรัฐฯ เป็นผู้ขับเคลื่อนการใช้จ่ายของประเทศมากถึงครึ่งหนึ่ง และ Dynamic Pricing ก็คือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อดึงเงินจากคนกลุ่มนี้โดยตรง

แม้รายได้จะมีแนวโน้มทำสถิติใหม่ แต่ยังมีคำถามสำคัญว่ากลยุทธ์นี้จะประสบความสำเร็จจริงหรือไม่

ข้อมูลจาก BBC ระบุว่า เริ่มมีสัญญาณว่าตั๋วรีเซลบางแมตช์ขายต่อในราคาต่ำกว่าราคาหน้าตั๋วอย่างมาก ตั๋วบางคู่ที่มีราคาปกติกว่า 600 ดอลลาร์ ถูกนำมาขายต่อในราคาเหลือไม่ถึงครึ่ง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งในสหรัฐฯ และยุโรป เริ่มตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับระบบขายตั๋วและการตั้งราคา

คำถามสำคัญคือ FIFA กำลังผลักดันการทดลองด้านราคาไปไกลเกินกว่าที่แฟนบอลจะยอมรับหรือไม่ หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นต้นแบบให้ลีกและสโมสรทั่วโลกเดินตาม แต่หากล้มเหลว ฟุตบอลโลก 2026 อาจถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของการต่อต้านการทำให้ฟุตบอลกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มากเกินไป

ในท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ได้ถูกจดจำเพราะทีมแชมป์หรือประตูชัยในรอบชิงชนะเลิศ แต่อาจถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกีฬาโลก นี่คือการแข่งขันที่สะท้อนโลกยุคใหม่อย่างชัดเจนที่สุด โลกที่เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ โลกที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัว และโลกที่องค์กรกีฬาระดับโลกกำลังแสวงหารายได้ในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อ้างอิง: bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...