“อินเดีย” เร่งปิดดีลการค้าสหรัฐ-อังกฤษ ท่ามกลางผลกระทบสงครามอิหร่าน
"อินเดีย" เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐและสหราชอาณาจักร หวังลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและดึงดูดการลงทุน ท่ามกลางผลกระทบสงครามอิหร่าน
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 14.28 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อินเดียกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญในการเจรจาการค้ากับสองคู่ค้ารายใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยพยายามผลักดันให้ผู้ส่งออกอินเดียได้รับการคุ้มครองจากมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้าที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
สัปดาห์นี้ กรุงนิวเดลีเตรียมต้อนรับคณะผู้แทนการค้าสหรัฐ นำโดย เบรนแดน ลินช์ หัวหน้าคณะเจรจาการค้า ขณะเดียวกันปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้าของสหราชอาณาจักร ก็เดินทางเยือนอินเดียเช่นกัน
อินเดียกดดันอังกฤษ ปมภาษีเหล็ก
รัฐบาลอินเดียเตือนว่า อาจทบทวนหรือปรับลดสิทธิประโยชน์บางส่วนภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ลงนามกับสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่ผ่านมา หากอังกฤษยังไม่ยกเว้นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็ก (Safeguard Measures) ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนหน้า
อินเดียมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจจำกัดการเข้าถึงตลาดของผู้ส่งออกเหล็กอินเดีย และลดประโยชน์ที่ควรได้รับจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอินเดีย เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า หากข้อพิพาทดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข นิวเดลีอาจพิจารณาปรับลดการเปิดตลาดให้กับสินค้าจากสหราชอาณาจักรหลายรายการ รวมถึงสก็อตช์วิสกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของอังกฤษ
เร่งปิดดีลการค้ากับสหรัฐ
ขณะเดียวกัน อินเดียกำลังเร่งเจรจากับสหรัฐ เพื่อผลักดันให้ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการสอบสวนทางการค้าของสหรัฐที่กำลังดำเนินอยู่
แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว (Interim Trade Pact) แล้ว แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกกรอบภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทางการค้า
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐต่อหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย โดยอ้างข้อกังวลเรื่องแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน
หากผลการสอบสวนออกมาในเชิงลบ สหรัฐอาจใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าจากอินเดียได้
รัฐบาลอินเดียจึงเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขประเด็นดังกล่าวภายใต้กรอบการเจรจาการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ แทนการใช้มาตรการฝ่ายเดียว
สงครามอิหร่านเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ
การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
วิกฤติดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย แต่ยังส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสำคัญในตะวันออกกลางอีกด้วย
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกบางส่วนแล้วแต่หลายฝ่ายกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจฉุดการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในปีงบประมาณนี้
นักวิเคราะห์เตือนอย่ารีบปิดดีลกับสหรัฐ
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วน มองว่า อินเดียอาจไม่จำเป็นต้องเร่งสรุปข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากนัก
อาเจย์ ศรีวัสตาวา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย Global Trade Research Initiative ในกรุงนิวเดลี ระบุว่า เหตุผลที่อินเดียต้องรีบทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก หลังศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินล้มกรอบภาษีตอบโต้ของทรัมป์
เขาเตือนว่า แม้จะมีข้อตกลงการค้าทวิภาคี ก็ไม่ได้รับประกันว่าสหรัฐจะไม่ใช้มาตรการทางการค้าใหม่ในอนาคต
“สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ข้อตกลงการค้าไม่สามารถรับประกันได้ว่าสหรัฐจะไม่ดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น อินเดียอาจควรรอให้ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากกว่านี้ ก่อนจะผูกพันตนเองกับภาระระยะยาวที่อาจมีต้นทุนสูง”
ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โมดี
สำหรับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี การผลักดันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ และสหราชอาณาจักร ถือเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์กระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินรูปีเผชิญแรงกดดัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเจรจากับทั้งสองประเทศในสัปดาห์นี้ จึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของอินเดียในการรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com