โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อาเซียนขึ้นแท่น ‘ฮับเศรษฐีโลก’ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ‘เกือบ 5 คนต่อวัน’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แทบทุกวันนับจากนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมี “มหาเศรษฐีหน้าใหม่” เพิ่มขึ้นเฉลี่ย “เกือบ 5 คนต่อวัน” ด้วยแรงหนุนจากเทคโนโลยี AI ตลาดทุน และธุรกิจครอบครัวที่เติบโตต่อเนื่อง จนทำให้ภูมิภาคแห่งนี้ ถูกจับตาว่าเป็น “ฮับความมั่งคั่งแห่งใหม่ของโลก”

รายงานความมั่งคั่งโลกของ Knight Frank คาดการณ์ว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จะเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงมาก (มีสินทรัพย์สุทธิอย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดย “อินโดนีเซีย” ครองอันดับ 1 ของโลก ขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่างติดอันดับประเทศที่มีการขยายตัวของเศรษฐีโดดเด่นเช่นกัน

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวคือ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และเจ้าของกิจการจำนวนมากที่กำลังเปลี่ยนความสำเร็จทางธุรกิจให้กลายเป็นความมั่งคั่งระดับโลก

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า หนึ่งในนั้นคือ “เฟบบี้” นักธุรกิจหญิงชาวอินโดนีเซียวัย 44 ปี ซึ่งนอกจากบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการค้าแล้ว เธอยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบริหารพอร์ตการลงทุน โดยจัดสรรเงินลงทุนถึง 40% ไปยัง“ทองคำ” ซึ่งราคาพุ่งขึ้นถึง 220% ในช่วง 3 ปี จนถึงปลายเดือนมกราคม 2026 ก่อนที่สงครามอิหร่านจะฉุดให้มูลค่าทองคำร่วงลง 23% ส่วนเงินลงทุนที่เหลือส่วนใหญ่นำไปลงทุนในหุ้นกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเริ่มสะสมนาฬิกาหรูอย่าง Rolex และ Patek Philippe ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงสถานะทางสังคม แต่ในฐานะ “สินทรัพย์ลงทุน” ที่สามารถรักษามูลค่าและขายต่อได้ในราคาสูง

เรื่องราวของเธอ สะท้อนภาพของชนชั้นมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ในอาเซียน ที่ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการถือครองสินทรัพย์ ธุรกิจ และการลงทุนที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

‘อินโดนีเซีย’ แชมป์สร้างมหาเศรษฐี

รายงาน Knight Frank ระบุว่า จาก 10 ประเทศที่คาดว่าจะมีการเติบโตของจำนวนมหาเศรษฐีเร็วที่สุด มีถึง 4 ประเทศอยู่ในอาเซียน ได้แก่

• อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 82% (สูงสุดของโลก)

• เวียดนาม เพิ่มขึ้น 59%

• ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 49%

• สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 46%

ขณะที่ “ประเทศไทย” อยู่ในอันดับ 17 ของโลก โดยคาดว่าจำนวนมหาเศรษฐีจะเพิ่มขึ้นราว 26%

เมื่อรวม 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จำนวนมหาเศรษฐีจะเพิ่มจาก 16,999 คนในปีนี้ เป็น 25,847 คนในปี 2574 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จะมีผู้ก้าวเข้าสู่กลุ่มสินทรัพย์ 1,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเฉลี่ย “เกือบ 5 คนต่อวัน”

Knight Frank มองว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ศูนย์กลางความมั่งคั่งแห่งใหม่ของโลก กำลังถือกำเนิดขึ้นใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

หุ้น-IPO หนุนคนรวยเพิ่ม

ด้านบริษัทที่ปรึกษา McKinsey ประเมินว่า สินทรัพย์ทางการเงินส่วนบุคคลที่มีสภาพคล่องของ 6 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย จะเพิ่มจาก 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา เป็น 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573

ศาสตราจารย์สุมิต อการ์วาล ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ของ NUS Business School ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกแปลกใจที่อินโดนีเซียครองอันดับหนึ่งในรายงานของ Knight Frank เพราะมีทั้งตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอุดมไปด้วยทรัพยากรโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น นิกเกิล ถ่านหิน และน้ำมันปาล์ม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจเกษตร การเงินดิจิทัล และภาคอสังหาริมทรัพย์ ต่างก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ

เขาเสริมต่อว่า เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่ได้ร่ำรวยจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “มูลค่าหุ้น” และ“การถือครองกิจการ” ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ควบรวมกิจการ หรือได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ

AI จุดประกายมหาเศรษฐีรุ่นใหม่

ในรายงานของ Capgemini Research Institute ที่เผยแพร่ในเดือนนี้ชี้ว่า กระแสการเติบโตของ“อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI” กลายเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งในเอเชีย

ในปี 2568 จำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individuals : HNWIs) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 9.4% ขณะที่มูลค่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 10.5% โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ดัชนี FTSE Asia Pacific ปรับตัวขึ้นถึง 28.3% นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น

นักธุรกิจหญิงผู้มั่งคั่งรายหนึ่งจากกรุงมะนิลาระบุว่า ปัจจุบัน “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถสร้างความมั่งคั่งจากศูนย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

คนรวยยุคใหม่ ไม่ฝากเงินไว้ที่เดียว

รายงานของ Capgemini ยังพบว่า คนร่ำรวยยุคใหม่มีแนวโน้มกระจายผู้ดูแลสินทรัพย์มากขึ้น

ในปี 2562 มีผู้มีความมั่งคั่งสูงถึง 39% ที่ใช้บริการบริษัทบริหารความมั่งคั่งเพียงแห่งเดียว แต่ในปี 2568 สัดส่วนดังกล่าวลดลง “เหลือเพียง 19%”

ในทางกลับกัน ผู้ที่ใช้บริการบริษัทบริหารสินทรัพย์ 4-6 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 25%
เหตุผลสำคัญคือ นักลงทุนต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางเลือก การวางแผนภาษี การบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล

ท่ามกลางเทรนด์ใหญ่เช่นนี้ “สิงคโปร์” มุ่งวางตัวเป็นฮับการบริหารความมั่งคั่งของภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายไม่เก็บภาษีกำไรจากการลงทุน ซึ่งต่างจากบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มีการจัดเก็บภาษีกำไรจากสินทรัพย์ที่ถือครองในต่างประเทศในอัตราสูงกว่ากำไรจากสินทรัพย์ภายในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ตลาดดังกล่าวถูกมองว่าจะสร้างผลกำไรอย่างมหาศาล จนทำให้ DBS Group สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ประกาศขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทั่วเอเชีย โดยมี “อินโดนีเซีย” เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญ ขณะที่ Oversea-Chinese Banking Corp. (OCBC) ธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของสิงคโปร์ เตรียมเพิ่มจำนวนผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์ในอินโดนีเซียเป็น 400 คนภายในสิ้นปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากระดับปัจจุบัน

เวียดนามมั่งคั่งเร็ว เครื่องบินส่วนตัวเพิ่มสูงสุดในเอเชีย

อีกหนึ่งสัญญาณของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในเวียดนาม คือ “จำนวนเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ” (Business Jet)

Asian Sky Group ระบุว่า เวียดนามมีเครื่องบินธุรกิจเพิ่มจาก 9 ลำเป็น 15 ลำภายในปีเดียว ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ย้อนไปก่อนปี 2563 ผู้บริหารของ ExecuJet Haite ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาเครื่องบินเจ็ตส่วนบุคคล ระบุว่า แต่เดิมเวียดนามแทบไม่มีตลาดเครื่องบินธุรกิจ แต่ในปัจจุบัน ผู้บริหารจำนวนมากเลือกใช้เครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปยุโรปและอเมริกาเหนือ เพื่อประหยัดเวลาและสามารถทำงานระหว่างเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านอาร์ช โคสลา ที่ปรึกษาของ McKinsey คาดว่า ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันความต้องการบริการระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นบริการให้คำปรึกษา การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน และบริการด้านสุขภาพและเวลเนส

ไทยรวยช้ากว่า เพราะ ‘ความมั่งคั่งกระจุกตัว’

แม้ประเทศไทยติดอันดับ 17 ของโลก แต่การเติบโตของมหาเศรษฐีกลับช้ากว่าเพื่อนบ้าน
นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่า รวมถึงความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในตระกูลธุรกิจขนาดใหญ่

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “กลุ่มซีพี” ซึ่งสร้างอาณาจักรครอบคลุมตั้งแต่เกษตร อาหาร ค้าปลีก ไปจนถึงโทรคมนาคม ผ่าน True Corporation หลังการควบรวมกับ DTAC ส่งผลให้ครอบครัวเจียรวนนท์เป็นเจ้าของหนึ่งในผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า “นี่เป็นผลลัพธ์ของระบบผูกขาด ที่เปิดโอกาสให้บุคคลเพียงคนเดียวสามารถครอบครองธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม”

“ด้วยการที่ธุรกิจแผ่ขยายครอบคลุมไปมากมายเช่นนี้ ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น และช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ ก็ยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ” สมชัยกล่าวเสริม

ด้านศาสตราจารย์อการ์วาล แห่ง NUS Business School ในสิงคโปร์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐี “ไม่ได้หมายความว่า” ประชาชนโดยรวมจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ความมั่งคั่งเหล่านั้นสามารถสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ภาษี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่

หรือท้ายที่สุดแล้ว จะยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่อาศัยสัมปทาน ที่ดิน และสายสัมพันธ์ทางการเมืองเช่นเดิม
อ้างอิง: nikkei, linkedin, knightfrank, knightfrank(2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...