โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ครม. รับทราบรายงานเศรษฐกิจไทย สศช. คาด GDP ปี 69 โต 1.5-2.5%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 22.56 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครม. รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทย สศช. เผย Q1/2569 ขยายตัว 2.8% คาดภาพรวม GDP ปี 69 โต 1.5-2.5% ชี้ต้องเฝ้าระวังต้นทุนพลังงาน หนี้ครัวเรือน แนะเร่งเบิกจ่ายงบฯ ปี 69 - ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน

30 มิ.ย 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569ตามที่สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1. ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8%เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 0.7%จากไตรมาสที่สี่ของปี 2568

2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจอัตราการว่างงาน อยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาก่อนหน้าและ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 101.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและหนี้สาธารณะมีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP

3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนรวมทั้ง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

4. การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569 สศช. เห็นว่า ในปี 2569 รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

4.1 การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน เช่นภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง (3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนและ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด

4.2 การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ(1) การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เช่นการยกระดับการให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร (2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ขาดแคลนและ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศเช่น กำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น

4.3 การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง (3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 เช่นข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (4) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้า และ (5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

4.4 การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังโดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด (3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและ (4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

4.5 การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆเพื่อชดเชยการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเตรียมรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง

4.6 การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนโดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนโดยเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติม (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไปและ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินโดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่าย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...