โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กัมพูชาเติมรถถังจีน ไทยโชว์เอกภาพรัฐบาล-กองทัพ ไร้กังวลชายแดน

INN News

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 15.59 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 10.00 น. • INN News

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความอ่อนไหวของข้อพิพาทชายแดนที่ยังไม่คลี่คลาย และความเคลื่อนไหวล่าสุดที่กำลังถูกจับตามอง คือ การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชา ด้วยการส่งมอบรถถังหลักแบบ T59D รวมทั้งสิ้น 93 คัน โดยมีรายงานว่าได้ส่งมอบล็อตแรกไปแล้วจำนวน 39 คัน

แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารถถังเหล่านี้จะถูกนำไปประจำการในพื้นที่ชายแดนติดประเทศไทย แต่จำนวนยุทโธปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าติดตามผลกระทบต่อดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานด้านความมั่นคงไทย ต่างยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีเหตุให้ต้องวิตกกังวล พร้อมย้ำว่ากองทัพไทยมีขีดความสามารถเพียงพอในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ และไม่ประสงค์ให้เกิดการใช้กำลัง แต่หากมีการคุกคาม ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตามอง คือ การเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งครั้งนี้ได้นำทีมด้านความมั่นคงเดินทางร่วมคณะอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ

ภาพดังกล่าวถือเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เคยนำนายทหารระดับสูงเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อใช้การทูตด้านความมั่นคงควบคู่กับการทูตระหว่างประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า การปรากฏตัวร่วมกันของผู้นำรัฐบาลและผู้นำเหล่าทัพไทยในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสารทางการเมืองและความมั่นคงไปยังนานาประเทศ รวมถึงกัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยและกองทัพไทยมีจุดยืนเป็นเอกภาพ พร้อมขับเคลื่อนทั้งมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจควบคู่กัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกับที่จีนทยอยส่งมอบรถถังให้กัมพูชา นางสาวเสียน ฮุย รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติของจีน พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ได้เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีไทยที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคง

แม้การหารืออย่างเป็นทางการจะเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ภายใต้แนวคิด “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” แต่หลังเสร็จสิ้นการหารือ กลับมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีเป็นการด่วน โดยไม่ปรากฏกำหนดการล่วงหน้า ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า อาจมีการติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงประเด็นการส่งมอบรถถังของจีนให้กัมพูชาด้วย

ก่อนหน้านี้ ผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อชี้แจงว่าการส่งมอบรถถัง T59D เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางทหารประจำปีระหว่างจีนกับกัมพูชา ไม่ได้มีเป้าหมายคุกคามประเทศใด

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า แม้ T59D จะไม่ใช่รถถังรุ่นใหม่ที่สุดของจีน แต่การส่งมอบจำนวนมากถึง 93 คัน ย่อมช่วยเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพกัมพูชาได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างปักกิ่งกับพนมเปญ

ท้ายที่สุด แม้ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเสริมกำลังดังกล่าวจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหาร แต่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในเวลานี้ ยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะในโลกของความมั่นคง บางครั้งสิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่จำนวนอาวุธที่เพิ่มขึ้น แต่คือ สัญญาณทางยุทธศาสตร์ ที่แต่ละประเทศกำลังส่งถึงกันและกันในห้วงเวลาสำคัญเช่นนี้

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...