โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตาUNCLOS ชี้ชะตาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” เริ่มวงเจรจารอบใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อน ไทย–กัมพูชา โดยปรับแนวทางใหม่ไปใช้ กรอบกฎหมายสากล UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล) เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา

หลังจากนั้นนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กัปตันบัณฑิต หรือนายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทร และนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์ ได้เปิดเผยว่าขณะนี้ทั้งสองประเทศได้แต่งตั้งกรรมาธิการประนอมครบทั้ง 4 คนแล้ว ฝ่ายละ 2 คน เหลือเพียงการคัดเลือกประธานกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลกลางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

“ขั้นตอนสำคัญในเวลานี้คือการเลือกประธานกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่ไทยแจ้งกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หากไม่สามารถตกลงกันได้ เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้ง” กัปตันบัณฑิตกล่าว

เทียบฟอร์มกรรมาธิการประนอม ไทย-กัมพูชา

สำหรับกรรมาธิการประนอมที่ฝ่ายไทยได้แต่งตั้งไปแล้ว ประกอบด้วย Rüdiger Wolfrum และ Albert J. Hoffmann ซึ่งทั้งสองคนเป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ ITLOS ซึ่งเป็นศาลสำคัญในระบบกฎหมายทะเลของ UNCLOS

ฝ่ายไทยจึงมีจุดแข็งมากในด้านกฎหมายทะเลเชิงสถาบัน โดยเฉพาะประเด็นเขตอำนาจ เส้นฐาน จุดฐาน เกาะ ไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และหลักความเป็นธรรมในการกำหนดเขตทางทะเล ขณะเดียวกัน Wolfrum มีประสบการณ์ตรงในกระบวนการประนอม Timor Sea ด้วย จึงทำให้ภาพของฝ่ายไทยไม่ใช่เป็นเพียง “สายศาล” เท่านั้น

ด้านกัมพูชาแต่งตั้ง Peter Taksøe-Jensen และ Jean-Marc Thouvenin ซึ่งเป็นการเลือกที่มีความหมายทางยุทธศาสตร์เช่นกัน

เทียบฟอร์มกรรมาธิการประนอม ไทย-กัมพูชา

Taksøe-Jensen เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศของเดนมาร์ก เคยดำรงตำแหน่ง Assistant Secretary-General for Legal Affairs ของสหประชาชาติ และเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กมาก่อน

จุดสำคัญที่สุดคือ Taksøe-Jensen เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมในคดี Timor Sea Conciliation ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญที่สุดของการใช้ compulsory conciliation ภายใต้ UNCLOS และนำไปสู่สนธิสัญญาเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศในปี 2018

ด้าน Jean-Marc Thouvenin เป็นศาสตราจารย์กฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศส และเป็นเลขาธิการ The Hague Academy of International Law จุดแข็งคือการจัดประเด็นทางกฎหมายให้เป็นระบบ และทำให้ข้อเรียกร้องของรัฐถูกนำเสนอในภาษากฎหมายระหว่างประเทศที่มีน้ำหนัก

ทั้ง 2 รายชื่อนี้สะท้อนว่ากัมพูชากำลังให้ความสำคัญกับ “โมเดลติมอร์” กล่าวคือ ใช้กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เพื่อดึงข้อพิพาทที่เจรจาทวิภาคีไม่คืบหน้าเข้าสู่กรอบสากล สร้างแรงกดดันทางกฎหมายและการทูต และทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเจรจาระหว่างสองประเทศแบบเดิม

เจรจาไม่ง่าย "ไทย-กัมพูชา" มองต่างมุม

กัปตันบัณฑิตอธิบายว่า บทบาทของคณะกรรมาธิการประนอมคือ การรับฟังข้อมูลและเหตุผลจากทั้งสองฝ่าย ก่อนจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกของข้อพิพาทภายในระยะเวลา 12 เดือน โดยกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามภาคผนวกที่ 5 (Annex V) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันคือแนวทางจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยฝ่ายไทยต้องการให้มีการปักปันเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของไหล่ทวีป เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และทะเลอาณาเขต เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ของตนได้โดยไม่เกิดข้อพิพาทในอนาคต

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีแนวคิดให้คงพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนไว้ และจัดทำกลไกแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานร่วมกัน คล้ายรูปแบบความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียในอดีต

“ไทยต้องการให้การแบ่งเขตแดนจบอย่างชัดเจน ส่วนกัมพูชามองว่าพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เจรจาเพื่อแบ่งปันทรัพยากรพลังงานร่วมกันได้” กัปตันบัณฑิตกล่าว

หากครบกำหนด 12 เดือนแล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ คณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานเสนอแนะเพื่อกำหนดกรอบการเจรจาต่อไป แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับแนวเขตหรือข้อเสนอใดโดยตรง

ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในเวทีประนอม UNCLOS

ขั้นตอนต่อไป หากเจรจา 1ปียังไม่จบ

รายงานเชิงแนะนำ" (Recommendation Report) จากชั้นกรรมาธิการประนอม จะทำหน้าที่เป็น "กรอบ" (Framework) ที่ชัดเจนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายนำไปใช้เจรจากันต่อ แต่ไม่ใช่คำตัดสินที่มีผลผูกพันเหมือนคำพิพากษาของศาล

แต่มีสภาพบังคับในแง่ที่ว่าคู่กรณี "หลีกหนีการเจรจาไม่ได้" และต้องเจรจาภายใต้กรอบที่แนะนำมานั้น หากกระบวนการประนอมดำเนินไปจนจบแล้วยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ตามคำแนะนำ ข้อพิพาทอาจถูกยกระดับไปสู่กระบวนการทางศาลในที่สุด

เทียบเคส ติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย กับไทย-กัมพูชา

กัปตันบัณฑิตยังมองว่า กรณีไทย-กัมพูชามีความซับซ้อนมากกว่ากรณีศึกษาระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย เนื่องจากมีทั้งประเด็นเขตแดนทางทะเลและเขตแดนบนบกเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดตราด และพื้นที่ชายแดนที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองและความมั่นคง

ทั้งนี้ เห็นว่าบทบาทของประธานกรรมาธิการจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของกระบวนการประนอม เพราะนอกจากต้องมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังต้องมีทักษะด้านการทูตและการสร้างฉันทามติระหว่างสองประเทศ เพื่อผลักดันให้การเจรจาเดินหน้าและหลีกเลี่ยงการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...