โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน บาดแผลและบทเรียนสำคัญ เปลี่ยน ‘จีน’ ให้เป็น ‘จีน’ ในวันนี้

The Momentum

อัพเดต 04 มิ.ย. เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. เวลา 05.50 น. • THE MOMENTUM

ภาพการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมป้ายประท้วงที่มีข้อความกำกับว่า ALL POWER BELONGS TO THE PEOPLE บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงประเทศจีน เมื่อปี 1989 เป็นภาพที่ยากจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งประชาชนจีนเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ภาพดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่กี่ชิ้นที่ยังค้นหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี

วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว จีน หนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ ‘การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ โดยรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมและปราบปรามนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนที่ออกมารวมตัวกันเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ให้กับประเทศ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ

The Momentum ชวนผู้อ่านไล่เรียงลำดับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว พร้อมสำรวจการปรับตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนทำความเข้าใจว่า บาดแผลจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินหล่อหลอมเศรษฐกิจและการเมืองจีนมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร

กาลครั้งหนึ่ง…ประชาธิปไตยเคย (เกือบ) เบ่งบาน

ภายหลังการอสัญกรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ พร้อมกับการสิ้นสุดช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในปี 1976 จีนตกอยู่ภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้นำคนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศผ่านการประกาศใช้ ‘นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ’ ซึ่งทำให้จีนในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ การประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

1.สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ อันเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของเหมา เจ๋อตง และช่วงเวลาดำมืดของการปฏิวัติวัฒนธรรม

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ผู้นำรุ่นแรกของประเทศจีนประกาศใช้ ‘นโยบายคอมมูนประชาชน’ (People’s Commune) และ ‘นโยบายก้าวกระโดดไกล’ (Great Leap Forward) โดยทั้ง 2 นโยบายมีลักษณะแบบรวมศูนย์ เพื่อต้องการกรุยทางไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง

อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ จนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากมากกว่า 20 ล้านคน และท้ายที่สุดเกิดการแตกหักระหว่างบรรดาผู้นำภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งทำให้จีนต้องตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยยาวนานถึง 10 ปี

2. สำหรับสาเหตุที่ 2 คือ กระแสการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นการเปิดการค้าแบบเสรีและลดข้อจำกัดทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การลดกำแพงภาษี การลดบทบาทของรัฐและเพิ่มบทบาทเอกชน การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกและเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียผ่านกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากสาเหตุข้างต้น จึงทำให้เกิดข้อสรุปจากการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 3 ของสมัชชา 11 ในช่วงปลายปี 1978 และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

สำหรับด้านการเมือง มีการแต่งตั้งให้ จ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ หู เย่าปัง (Hu Yaobang) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหู เย่าปัง เป็นนักปฏิรูปสายเสรีนิยมคนสำคัญที่จะจุดประกายให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์เทียนอันเหมินครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปเกิดขึ้นภายในพรรคซึ่งระบุว่า ผู้นำสูงสุดจะต้องมีวาระในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วาระละ 5 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระ เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคลและเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานราชการแผ่นดิน

ในด้านเศรษฐกิจ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สี่ทันสมัย’ (Four Modernizations) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการเปิดรับเอาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ภายในจีน

ผลที่ตามมาจากการใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และมีการเข้ามาลงทุนจากชาวต่างชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน

กล่าวคือ จีนเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รวมถึงมีการรับเอาแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังมีศักยภาพมากพอที่จะส่งนิสิตนักศึกษาของประเทศไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

แม้ว่าเราจะได้เห็นแนวโน้มการเริ่มผลิบานของประชาธิปไตยจากการพัฒนาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านการเมือง จึงทำให้ประเทศยังคงเต็มไปด้วยปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ซึ่งแม้ว่าหู เย่าปังจะพยายามกวาดล้างปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘ผิดพลาดต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง’

การเสียชีวิตของหู เย่าปัง ด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนเมษายน 1989 นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตนักศึกษา บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำสายปฏิรูป แต่อีกนัยหนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวยังถูกสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งใช้เป็นพื้นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย

การชุมนุมขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1989 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมารับฟังข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม

การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากแรงงาน ปัญญาชน และข้าราชการ ส่งผลให้การประท้วงลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า เฉพาะในกรุงปักกิ่ง มีผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันมากกว่า 1 ล้านคน

กระทั่งในคืนวันที่ 3 เข้าสู่วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันคน พร้อมด้วยอาวุธรบอย่างรถถัง รถหุ้มเกราะ รวมถึง ‘กระสุนจริง’ ได้เข้าปิดล้อมจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเปิดฉากปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 3,000 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 200 ราย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอาจมีมากกว่าที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูล โดยอาจสูงถึง 1 หมื่นราย

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นการปิดฉากความหวังในการเปิดกว้างทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตลอดช่วงทศวรรษ 1980

กลบบาดแผลใหญ่ ด้วยการผลักดันประเทศก้าวสู่ WTO

ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) รวมไปถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ อย่างกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นประกาศคว่ำบาตรและจำกัดการร่วมมือกับจีน แม้ว่าจีนจะเพิ่งเปิดประเทศและมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการเรียกร้องของประชาชน และเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

ทั้งนี้ เหล่าผู้นำภายในพรรคกลับมีมุมมองต่อสาเหตุของเหตุการณ์แตกต่างกันออกเป็น 2 กระแส โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ‘เร็ว’ เกินไป จนทำให้แนวคิดและค่านิยมจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมจีนและกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ปัญหาเกิดจากการปฏิรูปที่ ‘ล่าช้า’ เกินไป โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ คอร์รัปชัน จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

อย่างไรก็ดี เติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นเห็นว่า จีนควรเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ภายใต้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ระบบสวัสดิการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ

จีนพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอีกครั้ง และสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้สำเร็จในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศยิ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก

ความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการนิยามว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่ทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งยังต้องนำพลวัตดังกล่าวของจีนมาใช้เป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน

พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ถอดบทเรียน เพื่อความอยู่รอด

เหตุการณ์เทียนอันเหมินไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเข้มแข็งและระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจจะสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจของตนมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภายหลังเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว พรรคยุติความพยายามในการเปิดกว้างทางการเมือง และดำเนินมาตรการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ในช่วงแรก ผู้นำสายปฏิรูปหลายคนสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง ขณะที่กลุ่มผู้นำสายอนุรักษนิยมได้รับบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น จนกระทั่งในยุคผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจและการบริหารแบบบน-ล่าง (Top-Down) ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมประท้วงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรค

และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่เคยดำเนินการสอบสวนหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ต่อสาธารณชนอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายในประเทศจีนที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ การกล่าวถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านสื่อ ตำราเรียน หรือบนโลกออนไลน์ภายในจีน ถูกควบคุมและเซนเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ ‘การปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือแม้แต่ภาพและเรื่องราวของ ‘ชายผู้ยืนขวางรถถัง’ (Tank Man) ก็ตาม

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจำกัดการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตปกครองตนเองพิเศษอย่างฮ่องกง จนอาจทำให้เหตุการณ์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของชาวจีนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่า หยดเลือดของนักศึกษาและประชาชนในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ ‘จีน’ กลายเป็น ‘จีน’ อย่างในทุกวันนี้

อ้างอิง:

- วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2557). เศรษฐกิจการเมืองจีน. กรุงเทพมหานคร: openbooks

- https://history.state.gov/milestones/1989-1992/tiananmen-square

- https://www.britannica.com/biography/Hu-Yaobang

- https://www.bbc.com/news/world-asia-china-27404764

- https://www.amnesty.org/en/latest/campaigns/2025/05/what-is-the-tiananmen-crackdown/

- https://yuhuawang.scholars.harvard.edu/sites/g/files/omnuum8221/files/yuhuawang/files/how_has_tiananmen_changed_china_the_washington_post.pdf

- https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/tiananmen-square-tank-man-china/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...