TTB สินเชื่อส่วนบุคคลโตเด่น ยอดปล่อยกู้ 4.1 พันล้านบาท
#TTB #ทันหุ้น – TTB เผยสินเชื่อโดยรวมเติบโตไม่มาก ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตโดดเด่น สะท้อนภาพตึงตัวภาคครัวเรือน ค่าครองชีพสูงขึ้น และปัญหาหนี้สิน ชี้เวอร์ชวลแบงก์เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ เน้นระดมเงินฝากดอกเบี้ยสูงจูงใจ โชว์ยอดปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 4.1 พันล้านบาท
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า สินเชื่อในระบบโดยรวมไม่ได้เติบโตสูงมากนัก แต่ส่วนที่เติบโตโดดเด่นคือ สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะความตึงตัวของภาคครัวเรือนและปัญหาหนี้สินเดิมที่ถูกซ้ำเติมด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่และรายกลางค่อนข้างใหญ่ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ในกลุ่ม SME รายเล็กมากๆ พบว่ามีการหดตัวของสินเชื่อติดต่อกันหลายไตรมาส
ในส่วนการเปิดตัวของ Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ โดยคาดว่าการแข่งขันในช่วงแรกจะเน้นไปที่การระดมเงินฝาก ผ่านการใช้อัตราดอกเบี้ยที่ดึงดูดใจ แต่โจทย์สำคัญคือการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเข้าไม่ถึงตลาดการเงิน (Underserved) ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มการแข่งขันและช่วยเหลือคนกลุ่มนี้
*เปิดโครงการสินเชื่อคนดี
ทั้งนี้ทีทีบีเชื่อว่าผู้ที่มีวินัยและพฤติกรรมทางการเงินที่ดีควรได้รับการตอบแทนหรือรางวัล จึงนำแนวคิด Risk-based Pricing หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตมาใช้ผ่านสินเชื่อส่วนบุคคล “สินเชื่อคนผ่อนดี ทีทีบี แคชทูโก” รับดอกเบี้ย 13.99% ต่อปี จากปกติ 25% ต่อปี โดยได้ร่วมมือกับ NCB ในการใช้ฐานข้อมูลคะแนนเครดิต โดยภายใต้โครงการสินเชื่อคนผ่อนดี ปัจจุบันมีการอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 23,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 4,100 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีการลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ชั้นดีอาจทำให้รายได้ดอกเบี้ยลดลงบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ต้นทุนความเสี่ยงและการตั้งสำรองจะลดลงตามไปด้วย เนื่องจากมีการบริหารจัดการลูกหนี้ที่ดีขึ้น ถือเป็นการส่งผ่านรายได้คืนสู่ลูกค้าที่มีประวัติและพฤติกรรมดี
*คนไทยอันดับเครดิตดี
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนของไทยที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสภาพัฒน์นั้น มีข้อมูลที่มาจากฐานข้อมูลของ NCB อยู่ประมาณ 86% ครอบคลุมประชากรวัยทำงานอายุ 20-60 ปี จำนวน 39.18 ล้านคน โดยในจำนวนมีข้อมูลเครดิตอยู่ในระบบจำนวน 23.5 ล้านคน คิดเป็น 60% ขณะที่อีก 40% ไม่มีข้อมูลเครดิต ซึ่งคะแนนเครดิตเฉลี่ยของคนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ BB (ช่วงคะแนน 725 – 752) ตามด้วย CC (ช่วงคะแนน 699 – 724) ซึ่งถือว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเครดิตดี
ขณะเดียวกันมูลค่าหนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ประมาณ 13.6 ล้านล้านบาท ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีทิศทางลดลง แต่เป็นผลมาจากการที่ GDP ยังคงเติบโต ถึงแม้จะเติบโตเล็กน้อยแต่ยอดหนี้ยังคงที่ ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ข้อมูลการค้างชำระเกิน 90 วันในไตรมาสที่ 1/2569 ลดลงจากปลายปีที่แล้วมาอยู่ที่ประมาณ 9.3%
แม้ตัวเลขจะลดลงแต่ตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ในระบบเพิ่มสูงขึ้น ประมาณ 10% ซึ่งต้องเฝ้าระวังว่าหนี้ที่ปรับโครงสร้างแล้วจะไหลกลับไปเป็น NPL อีกหรือไม่ โดยหนี้เสียในภาคธุรกิจ SME อยู่ในระดับประมาณ 12-13% ซึ่งกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีคุณภาพหนี้ด้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด