โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เท้งจี้ป.ป.ช.สอบTH-AI ส้มป้อง‘ภาวุธ’ขู่ฟ้องคืน

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 4.20 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เท้ง” กระทุ้ง ป.ป.ช. รุกสอบ “TH-AI Passport” ไม่ต้องรอคนร้อง “ปชน.” จ่อฟ้องกลับ จนท.รัฐคดี “ภาวุธ” ด้าน “ปชป.” ไล่บี้ “ไชยชนก” ยกเลิกโครงการ “ภราดร” ลั่น อย่าตัดสินแทนกระบวนการตรวจสอบ “ชัยชนะ” เปิดข้อมูลเครือข่ายโยงเว็บพนัน-Forex-สแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฮั้วประมูลมาตรา 14 วรรคสอง เขียนไว้ค่อนข้างชัดมากว่าไม่จําเป็นต้องรอให้พฤติการณ์มีมูล หาก ป.ป.ช.เห็นพฤติกรรมที่ส่อว่าจะมีการฮั้วประมูล เช่น การล็อกสเปก การตกลงการยื่นใบเสนอราคามาก่อนหน้า ที่ทําให้เห็นว่าราคาใกล้เคียงกัน แล้วสามารถล็อกได้เลยว่าควรจะใช้ตรงไหนเป็นราคากลาง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น เพียงแค่มีพฤติการณ์ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องสอบสวนตามกฎหมาย และเมื่อสอบสวนออกมาแล้ว ถ้ามีมูลก็ต้องดําเนินคดีต่อ

“ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อเค้า ต้องดําเนินการสอบสวนทันทีโดยไม่ต้องมีคนร้องด้วยซ้ำ ถ้า ป.ป.ช.ไม่ทํา แปลว่าทําผิดต่อกฎหมายละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่เสียเอง ยืนยันว่า ป.ป.ช.สามารถดําเนินการได้ในทันที” นายณัฐพงษ์ย้ำ เมื่อถามถึงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ท้าให้ยื่นตรวจสอบได้เลย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการออกมาแสดงข้อคิดเห็นเช่นนั้น และยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่ตนคิดว่าสิ่งที่นายไชยชนกจะสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองได้มากกว่านี้ นอกเหนือจากเรื่องที่ออกมาบอกว่ายินดีให้ตรวจสอบทุกอย่าง คือการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใส และมีการทบทวนการดําเนินโครงการนี้ใหม่ ยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ได้ตามทีโออาร์ เพื่อคลายข้อสงสัยต่อสังคมมากกว่านี้

หัวหน้าพรรค ปชน.ยังกล่าวถึงคดีนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ว่าเห็นได้ชัดว่าการออกมาแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นการแถลงข่าวที่ไม่ค่อยปกติมากเท่าไหร่ กลายเป็นว่าผู้ต้องสงสัยถูกเปิดชื่อ แต่ผู้ต้องหาไม่มีใครถูกเปิดชื่อเลยสักคน เป็นเรื่องที่แปลก อยากให้ดีเอสไอทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินคดีกลับหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน.ตอบว่า มีการพูดคุยกันในฝ่ายกฎหมายของพรรคว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือทำให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการโจมตีทำลายล้างฝั่งตรงข้าม เราพร้อมที่จะเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่าง และยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ

หัวหน้าพรรค ปชน.เปิดเผยว่า จากกระบวนการสอบถามภายในพรรค มีการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเข้าใจว่าการทำธุรกรรมออนไลน์อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องการโอนเงินอยู่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์เสมอไป ตนและพวกเราทุกคนต้องคิดว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับนายภาวุธด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เรามีการตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริง ตนได้หารือกับนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากรูปการณ์ที่เราเห็นตอนนี้ยังไม่มีหมายมาเหมือนกรณีสมาชิกพรรคคนอื่น ดังนั้นคงไม่ได้เข้าสู่กระบวนการทางวินัย จะเรียกว่าสอบสวนอาจจะไม่ถูก ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกลิ่นความผิดปกติ 3 ข้อ ของโครงการ TH-AI Passport ตอนหนึ่งว่า โครงการนี้เข้าเงื่อนไขเกณฑ์ 3 ข้อตามที่นายไชยชนกเคยบอกไว้ว่าต้องเลิกหรือพักโครงการ คือ 1.การกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะมีกลิ่นผิดปกติตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง และการทำโครงการไม่เป็นไปตามทีโออาร์ มีการส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ 2.ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า เนื่องจาก AI แอปพลิเคชัน เวอร์ชันฟรีมีอยู่แล้ว และดีกว่า 3.ไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพราะนโยบายรัฐบาลมี (คลุมเครืออย่างฉะฉาน) แต่ไม่มีโรดแมป ทำให้ตอบเรื่องความคุ้มค่ายากมากๆ

ทั้งนี้ นางการดียังทิ้งท้ายด้วยว่า “อ่านถึงตรงนี้ก็น่าจะครบทุกข้อแล้วนะคะ ตกลงว่าไงดีคะท่านรัฐมนตรี”

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ TH-AI Passport ว่า สังคมควรแยกให้ออกระหว่างการตรวจสอบกับการสั่งยกเลิกโครงการ ซึ่งการตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินงานของภาครัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้าน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะช่วยให้ทุกโครงการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด แต่การตรวจสอบควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่การสรุปผลล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายภราดรกล่าวอีกว่า หากมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย ความคุ้มค่า หรือความปลอดภัยของข้อมูล ก็ควรเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบให้ถึงที่สุด แต่การเรียกร้องให้ยกเลิกทันที ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าโครงการผิดกฎหมายหรือสร้างความเสียหายจริง อาจทำให้เกิดผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่สังคมต้องพิจารณาเช่นกัน

อย่าตัดสินโครงการล่วงหน้า

“ผมเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ เปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เปิดข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ให้ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบได้ หากพบความไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าไม่คุ้มค่าก็ต้องปรับปรุงหรือยุติ แต่หากยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ก็ไม่ควรมีใครรีบตัดสินล่วงหน้า” นายภราดรย้ำ

นายภราดรกล่าวด้วยว่า การตรวจสอบคือกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบ หากสังคมต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ก็ควรปล่อยให้ข้อเท็จจริงทำงาน และตัดสินกันบนข้อมูล ไม่ใช่บนกระแสทางการเมือง ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง แต่ไม่มีฝ่ายใดควรมีสิทธิ์ตัดสินความจริงแทนกระบวนการตรวจสอบของประเทศ

นายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด พรรค ภท. กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อเรียกร้องจากบางพรรคการเมืองให้ยกเลิกโครงการดังกล่าวว่า การตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญของพรรคฝ่ายค้านที่พึงกระทำ แต่การทำหน้าที่นั้นควรตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของความจริง ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูลเพื่อชี้นำสังคมไปในทางที่ผิด

นายพิชานนท์กล่าวว่า หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มใดมีข้อคลางแคลงใจ หรือสงสัยว่ามีความไม่โปร่งใสและทุจริตเกิดขึ้น ทุกฝ่ายก็มีสิทธิ์ยื่นตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายได้เสมอ ซึ่งนั่นคือวิถีทางที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่การบิดเบือนความจริงหรือเอะอะก็สั่งให้ยกเลิกโครงการ โดยไม่สนใจผลประโยชน์ที่เยาวชนและประชาชนควรจะได้รับ

นายนพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพและที่ปรึกษา คณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ กล่าวว่า คำถามหนึ่งที่ประชาชนจำนวนมากถามคือ เมื่อมีข้อสงสัยมากมาย ทำไมไม่ยกเลิกโครงการ คำถามนี้เป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่ในทางกฎหมายและการบริหารราชการ ภาครัฐไม่อาจยกเลิกสัญญาได้จากเพียงข้อสงสัย กระแสสังคม หรือการคาดเดา หากยังไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพราะการยกเลิกสัญญาที่มาจากเพียงข้อสงสัย กระแสสังคม และการคาดเดาไปเองโดยไม่มีฐานกฎหมาย อาจทำให้รัฐเสียหาย เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย และท้ายที่สุดประชาชนอาจเป็นผู้รับภาระจากความเสียหายนั้น

เขาระบุว่า หากรัฐยกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย เอกชนคู่สัญญาสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ ค่าเสียหายดังกล่าวอาจไม่ได้มีเพียงมูลค่างานที่ยังไม่ได้ดำเนินการ แต่อาจรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เอกชนได้ลงทุนไปแล้ว ค่าเตรียมบุคลากร ค่าพัฒนาระบบ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และค่าเสียหายอื่นที่ศาลเห็นสมควร

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร และ สส.สระบุรี พรรค ภท. กล่าวถึงกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรค ปชน. ในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติด จนส่งผลให้พ้นจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งว่า คดีนี้ยังไม่ยุติ ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาแล้ว และเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณีพบร้านยำใน จ.ปทุมธานี ถูกระบุว่ามีลักษณะคล้ายการทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับชำระเงิน หรือ Payment Gateway ให้กับเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ไปแล้วว่า ล่าสุดได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเชื่อมโยงเพิ่มเติมไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์ “หมีพู168” และยังมีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการ Forex และกลุ่มสแกมเมอร์ออนไลน์ ที่กำลังเป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และจากนี้ตนจะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.การตำรวจและ กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

นายชัยชนะระบุว่า เครือข่ายเว็บพนันดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจร้านอาหารในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นร้านขนาดใหญ่ โดยมีข้อสังเกตเรื่องเส้นทางเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับรายได้จากการพนันออนไลน์ และยังพบความเชื่อมโยงไปยังร้านอาหารในพื้นที่รังสิตคลอง 3 ที่มีเจ้าของชื่อ “ตี๋” และบัญชีโซเชียลมีเดีย TikTok แอ็กเคานต์หนึ่ง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...