โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์ ฐานหลอกลวงผู้บริโภค ลงทุนผ่านโฆษณาปลอม

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ (8 มิ.ย.69) ที่ศาลแพ่ง รัชดา สภาผู้บริโภค พร้อมทีมทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย 10 ราย ยื่นฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท จากกรณีที่มีผู้บริโภคชาวไทย ถูกหลอกลวงผ่านโฆษณาปลอมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นคดีนำร่องเพื่อผลักดันให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและสถาบันการเงินร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคชาวไทย

ซึ่งการฟ้องร้องครั้งนี้แบ่งจำเลยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ และกลุ่มสถาบันการเงิน โดยสภาผู้บริโภคเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้ระบบในการหลอกลวงประชาชน แม้จะมีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ด้านนางสาวนันทน์ชสรณ์ เดชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีนี้ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้ง 10 รายมีรูปแบบความเสียหายใกล้เคียงกัน คือพบเห็นโฆษณาหลอกลวง หรือ Scam Ads บนแพลตฟอร์มออนไลน์

ก่อนถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนและโอนเงินเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพจัดเตรียมไว้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท
ทั้งข้อเท็จจริงของแต่ละรายมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงไม่สามารถดำเนินคดีในลักษณะคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ได้

จำเป็นต้องแยกฟ้องเป็นรายกรณี โดยใช้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างในการต่อสู้ทางกฎหมาย และสำหรับกลุ่มแพลตฟอร์มที่ถูกฟ้องร้อง ประกอบด้วย บริษัท เมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก บริษัท ไลน์ (LINE) และบริษัท แอปเปิล (Apple) ส่วนอีกกลุ่มเป็นสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการรับโอนและเคลื่อนย้ายเงินของผู้เสียหาย

จากข้อมูลของผู้เสียหาย พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพใช้โฆษณาปลอมแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลงทุน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนชักชวนให้เข้ากลุ่มสนทนาออนไลน์ และนำเสนอข้อมูลการลงทุนผ่านคลิปเสียงหรือเนื้อหาที่ดูเสมือนจริง

จากนั้นจึงแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่าน App Store หรือ Google Play Store เพื่อใช้ในการลงทุน และส่วนใหญ่ที่มีการดาวน์โหลด ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวถูกไว้ใจจากผู้บริโภคจึงนำไปสู่การเสียหายจำนวนมาก

ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องร้องครั้งนี้แตกต่างจากคดีอื่นที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการฟ้องร้องไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมระบบโฆษณาและกำหนดนโยบายการดำเนินงานของแพลตฟอร์มโดยตรง

ซึ่งหากไม่มีช่องทางโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ไม่มีระบบการสื่อสาร และไม่มีช่องทางการรับโอนเงินผ่านสถาบันการเงิน ความเสียหายอาจไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นทุกฝ่ายในห่วงโซ่ดังกล่าวควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

และสภาผู้บริโภคยังมองว่า สถาบันการเงินเป็นกลไกสำคัญในเส้นทางการเงินของขบวนการหลอกลวง เนื่องจากเป็นทั้งต้นทางและปลายทางของการโอนเงิน อีกทั้งมีระบบตรวจจับความผิดปกติและความเชี่ยวชาญด้านธุรกรรมทางการเงิน จึงควรมีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่

ซึ่งวันนี้ผู้เสียหายทั้ง 10 รายที่เข้ามา ยื่นฟ้องจะมีเพียง 2 รายที่ยื่นฟ้องในวันนี้ และกลุ่มที่ยื่นฟ้องในวันนี้จะเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกด้วยการเทรดหุ้น

ผู้เสียหายรายแรก เปิดเผยว่า สูญเสียทรัพย์สินกว่า 165 ล้านบาท จากการถูกหลอกให้ลงทุนซื้อขายหุ้น โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 หลังจากเกิดความเสียหายได้พยายามขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้รับการเยียวยาตามที่คาดหวัง

เดิมตนมีประสบการณ์และสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว ทำให้ระบบโฆษณาบน Facebook แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพบโฆษณาที่แอบอ้างอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลงทุนชื่อดังจำนวน 5 ราย

ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบุคคลที่ตนรู้จักและเชื่อถือ จึงกดเข้าไปยังลิงก์ดังกล่าว ก่อนพบกระบวนการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านแบบสอบถามและการแนะนำบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน

จากนั้นตนถูกชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่ม OpenChat บนแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 300 คน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ภายในกลุ่มมีการนำเสนอข้อมูลการลงทุน จัดกิจกรรม และแสดงผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง จนตัดสินใจลงทุนตามคำแนะนำ โดยมีผู้ดูแลคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ต่อมา กลุ่มดังกล่าวได้แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้นชื่อ ETOTH และให้โอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ในเบื้องต้น ทำให้เข้าใจว่าเป็นบริษัทที่มีตัวตนจริงและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง จึงทยอยโอนเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่ถูกเรียกเก็บ

จนท้ายที่สุดสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด ภายในกลุ่ม OpenChat ดังกล่าวมีสมาชิกจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน หลายรายสูญเสียเงินลงทุนจนหมดตัว แต่ยังคงอยู่ภายในกลุ่ม โดยตนอยากฝากเตือนประชาชนให้ตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ

หากพบรูปแบบการชักชวนลักษณะเดียวกันควรถอนตัวออกมาโดยเร็ว
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า สาเหตุที่เลือกปิดบังใบหน้าในการออกสื่อครั้งนี้ เนื่องจากกังวลต่อทัศนคติของสังคมที่อาจมองผู้เสียหายจากคดีลักษณะนี้ในแง่ลบ หรือมองว่าเป็นผู้ที่ขาดความรอบคอบ จึงไม่ต้องการ

ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า ถูกหลอกให้ลงทุนซื้อขายหุ้นในลักษณะเดียวกัน โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 3.3 ล้านบาท เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับผู้เสียหายรายแรก

โดยจุดเริ่มต้นมาจากการพบโฆษณาการลงทุนผ่าน Facebook ก่อนถูกชักชวนให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับซื้อขายหุ้น และได้รับข้อมูลการลงทุนแบบเรียลไทม์ที่ถูกนำเสนออย่างน่าเชื่อถือ จนตัดสินใจโอนเงินลงทุน ก่อนจะทราบภายหลังว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพและไม่สามารถเรียกเงินคืนได้

ทั้งนี้ผู้เสียหายได้กล่าวทิ้งท้ายว่าหากใครที่กำลังโดนสถานการณ์อย่างตนก็ให้มีการตั้งสติก่อนและหากเป็นวิธีเดียวกับดังกล่าวควรจะรีบออกมาทันทีโดยการทนได้ปิด บังหน้ามาในวันนี้ซึ่งสังคมไทยเป็นคนที่ไม่ยอมรับหากเปิดเผยใบหน้าตนอาจจะถูกตีหน้าว่าเป็นบุคคลที่โง่เขลา

ทั้งนี้นางสาวสารี เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ย้ำว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายเท่านั้น

แต่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและสถาบันการเงินต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...