เช็ก! เหตุ Data Center – เขย่าหุ้นไทย
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 23 พ.ค. เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. เวลา 02.44 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ระบุว่า ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index แกว่งตัวขึ้นต่อ แต่ยังไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ High โซน 1,545–1,550 จุด แรงหนุนจาก GDP 1Q26 ไทย และกำไรบริษัทจดทะเบียน 1Q26 ดีกว่าคาด
ตลาดหุ้นไทยระหว่างวันที่ 18–22 พ.ค. แกว่งตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ High โซน 1,545–1,550 จุดได้ โดยมีแรงหนุนจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- กำไรตลาด 1Q26 อยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท เติบโต +23% y-y และ +62.8% q-q ดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 5% และถือเป็นกำไรรายไตรมาสที่สูงสุดนับตั้งแต่งวด 2Q22
- สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง การเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่ยุติ แต่มีแนวโน้มเดินหน้า ภาพรวมชี้ไปในทิศทาง De-escalation
- สภาพัฒน์รายงาน GDP Growth 1Q26 ที่ +2.8% y-y ดีกว่าคาด โดยองค์ประกอบด้านการลงทุนเติบโตสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ซึ่งสะท้อนแรงส่งต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไปที่แข็งแกร่ง ผสานกับการที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็น Upside เพิ่มเติมต่อ GDP ระยะต่อไป หนุนให้สภาพัฒน์คงประมาณการ GDP ที่ 2.0% สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ 1.5–1.8%
- ครม. อนุมัติมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 0.9% ของ GDP เป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และเพิ่ม Upside ต่อ GDP พร้อมหนุนตลาดในช่วง 2Q26–3Q26 ขณะที่เป็นบวกต่อหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า สินค้าอุปโภคบริโภค และเช่าซื้อ
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นในสัปดาห์นี้ ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับอานิสงส์จากแรงส่งของ AI CAPEX cycle รอบใหม่ โดยหุ้นหลายกลุ่มในห่วงโซ่อุปทานยังคง Laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ปรับขึ้นไปแล้วก่อนหน้า ตามด้วย กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อาทิ AMATA, WHA ที่ได้แรงหนุนจาก GDP 1Q26 ที่ดีโดยเฉพาะองค์ประกอบด้านการลงทุนที่เร่งตัว ผสานกับโมเมนตัมระยะถัดไปที่เป็นบวก
ทั้งจากยอดขอรับการส่งเสริม BOI ที่มีอยู่และที่จะเข้ามาเพิ่ม รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่เดินหน้าผ่อนคลายกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมี กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (GULF, GPSC, BGRIM, WHAUP) ที่โดดเด่นในฐานะหุ้นธีมการลงทุน จากคาดการณ์ว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง Data Center
ในทางกลับกัน กลุ่มน้ำมัน (PTTEP, PTTGC, TOP) ยังคงถูกกดดัน จากสถานการณ์สงครามที่สลับกันระหว่างความตึงเครียดกับความคาดหวังเชิงบวกต่อโอกาส De-escalation
ตลาดหุ้นทั่วโลกสัปดาห์ที่ผ่านมา (11–15 พ.ค. 2026) มีความเคลื่อนไหวรายตลาดที่น่าสนใจ ดังนี้
สหรัฐฯ : สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนแต่ปรับขึ้นเด่นในช่วงปลายสัปดาห์ แรงหนุนมาจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อมีแนวโน้มได้ข้อสรุป หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าการเจรจาใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบอิง Brent ปรับลงแรงในสัปดาห์นี้ ผสานกับผลประกอบการของ NVIDIA ที่กำไร 1Q26 (สิ้นสุด เม.ย. 26) เติบโต +95% y-y ดีกว่าที่คาด จากแรงส่งของ AI CAPEX cycle ขณะที่ให้ Outlook เชิงบวก โดย Guidance ยอดขาย 2Q26F สูงกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้งชิปรุ่นใหม่ Vera Rubin ที่ตลาดจับตามองจะเริ่มวางขายใน 2H26F ได้รับการตอบรับดี และมียอดขายกระจายออกจาก Hyperscaler ไปยังลูกค้าภาครัฐและภาคองค์กรมากขึ้น โดยรวมหนุนให้หุ้นกลุ่มสายการบินปรับขึ้น รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ทั้ง United Airlines, Delta Air Lines และ Southwest Airlines รวมถึงหุ้นกลุ่มเรือสำราญ อย่าง Carnival Corp และ Norwegian Cruise Line Holdings ปรับขึ้นเด่น เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มชิปที่ปรับขึ้นตาม NVIDIA เป็นต้น
ยุโรป : ดัชนีตลาดหุ้นยุโรปแกว่งตัวขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ ปัจจัยหนุนหลักคือราคาน้ำมันดิบอิง Brent ที่ปรับลงแรงในสัปดาห์นี้ หนุนตลาดหุ้นยุโรปซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนที่ผูกกับราคาพลังงานและก๊าซเป็นหลัก
เอเชีย : ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น นำโดยเกาหลีใต้ที่นำขึ้นจากกลุ่มชิปและ Semiconductor หลังความเสี่ยงด้านการผลิตคลี่คลายลง เมื่อ "ซัมซุง" บรรลุข้อตกลงด้านค่าจ้างกับสหภาพแรงงานก่อนถึงเส้นตาย ด้านญี่ปุ่น มีแรงหนุนจากยอดส่งออกเดือน เม.ย. 26 ที่เติบโต +14.8% โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดส่งออกสินค้ากลุ่ม Semiconductor ส่วนจีนปรับลง รับรายงานกิจกรรมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเดือน เม.ย. ที่มีสัญญาณชะลอตัว โดยยอดค้าปลีกเดือน เม.ย. +0.2% y-y ลดลงจาก +1.7% y-y ในเดือน มี.ค. และสวนทางกับที่ Consensus คาดไว้ที่ +2.0% y-y, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม +4.1% y-y ลดลงจาก +5.7% y-y ในเดือน มี.ค. และต่ำกว่าที่ Consensus คาดไว้ที่ +5.9% y-y และดัชนีราคาบ้าน -3.5% y-y แย่ลงจาก -3.4% y-y ในเดือน มี.ค.