นโยบาย..ขี้หมา?
“การที่คนไทยแห่กันไปรับเงินแจกมาก ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่เป็นเรื่องน่าสังเวช
ไม่ต่างกับการที่คนไทยเป็นขอทานมากขึ้น ก็เป็นเรื่องน่าสลดใจในการบริหารบ้านเมืองที่ล้มเหลวไม่เป็นชิ้นดี
สรุปได้ง่ายๆ ว่า ถ้าบริหารบ้านเมืองจนคนไทยเป็นขอทานเต็มไปทั้งประเทศ เป็นความล้มเหลววินาศฉันใด
การที่มีคนไปเข้าคิว รับเงินแจก มากเท่าใดก็เป็นความบรรลัยของชาติฉันนั้น”
นี่..คุณไพศาล พืชมงคล กูรูผู้ปราดเปรื่องท่านมองโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ของรัฐบาลว่าอย่างนี้ จะจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่ก็มี “นักเศรษฐศาสตร์” หลายท่าน มองเห็นตรงข้าม!
หรือ..อย่างท่าน AI ก็ตอบว่า.. “ไม่จริงครับ โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
โดยภาครัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% (สูงสุดวันละ 200 บาท หรือไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน) และประชาชนร่วมจ่าย 40%
โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และนำเม็ดเงินไปหมุนเวียนในร้านค้ารายย่อยระดับชุมชนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้คนไทยกลายเป็นขอทาน เพราะประชาชนร่วมจ่าย”
ส่วนที่กูรูมองเป็นเรื่อง “น่าสังเวช” นั้นก็ขึ้นอยู่กับใจท่าน ซึ่งชาวบ้านที่จนและเดือดร้อนพวกเขาไม่สนหรอกว่าใครจะคิด-มองอย่างไร..
เมื่อรัฐบาลยื่นมือแบ่งเบาภาระให้ ทุกคนก็ดูจะหน้าระรื่น ยิ้มรับ (เงิน) ไปตามๆ กัน!
และนี่..การใช้จ่ายก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้กล่าวไว้ว่า..
“ขอวิงวอน แนะนำให้ประชาชนใช้ทุกเดือน เพราะรัฐบาลให้สิทธิถึง 30 ล้านคน หากไม่ใช้แล้วสะสมนั้นไม่ได้ เราต้องมีการเตรียมการใช้จ่ายงบประมาณ
ถ้าทุกคนบอกว่าไม่ใช้เลย 3 เดือน อยากใช้ 4,000 บาทในเดือนสุดท้าย หากพูดภาษาชาวบ้านคือ ‘รัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน’
จึงต้องฝากให้ช่วยกันจับจ่ายใช้สอย เพราะนี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน แต่เป็นโครงการร่วมกัน หากพี่น้องประชาชนไม่ใช้ รัฐบาลก็ไม่ต้องเสีย
ดังนั้นถ้าใช้ก็จะเกิดแรงบวกสองเด้ง ‘พี่น้องใช้ รัฐบาลสมทบ’ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
จะต้องเกิดการกระตุ้นและทำให้มีแรงจ่าย อย่าไปดูว่าใช้เงินแค่นี้ จะได้กี่มากน้อย ต้องดูคนทั่วไป…
พี่น้องช่วยใช้จ่าย 40% รัฐออก 60% แต่คนที่ได้คือคนที่เราไปซื้อของเขา เขาก็ไปซื้อต่อ ต่างคนต่างช่วยกัน ประเทศไทยก็จะมีฐานการเงินที่มั่นคงขึ้น
ซึ่งผมก็รอถึงต้นเดือนมิถุนายนที่เราจะเริ่มโครงการนี้ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการใช้จ่ายเงินพวกนี้เข้าในระบบให้เร็วที่สุด”
ครับ..วันนี้-1 มิ.ย. คุณอนุทินคงจะคลายความกระวนกระวายลงบ้างแล้วล่ะ แต่นั่นแหละด้วยตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ที่แบกรับประเทศชาติ-ประชาชนอยู่..
จะให้ความกระวนกระวายหายไปเกลี้ยงเลยนั้น เห็นจะเป็นไปได้ยาก!
เพราะมีเรื่องให้ต้องคิด-ต้องทำ-ต้องแก้ (ไข) อยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกระวนกระวายไม่สิ้นสุด อย่างกรณีชาวอิสราเอล ขออนุญาตสร้างโบสถ์ยิวที่สุขุมวิท 22 ใจกลางกรุงเทพฯ
ท่านนายกฯ ก็ตอบเพียงสั้นๆ “อย่าทำผิดกฎหมาย” ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยินยอมหรือไม่ยอมให้สร้าง และก็น่าจะทำให้รู้สึกกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เห็นที่ภาครัฐ-หน่วยงานความมั่นต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่ให้รอบคอบ-รัดกุม เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยได้
ต้องตระหนักเป็นที่สุดว่า “สุขุมวิท 22” เป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ มีประชากรหนาแน่น ยิ่งเกิดกรณีหน่วยงานศาสนายิวในบางจังหวัด..
มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความเข้มงวดในการพิจารณาตรวจสอบก่อนจะอนุญาต-ไม่อนุญาตสร้างโบสถ์ยิว!
หรือทางที่ดี-เป็นไปได้ ตอนนี้กำลังมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ช่องโทรทัศน์น่าจะได้เชิญ “ผู้สมัคร” มาร่วมดีเบต และหากจะมีสักรายการสองรายการตั้งคำถาม..
“ถ้าท่านได้เป็นผู้ว่าฯ จะอนุญาตให้สร้างโบสถ์ยิวที่สุขุมวิท 22 ไหม” ก็ดูจะเข้าท่า-น่าสนใจ เพื่อประชาชน-ชุมชนจะได้ตัดสินใจ..กาบัตร!
นี่..พูดถึงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ซึ่งกำหนดมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
สิ่งที่ต้องรู้..เลือกตั้งหนนี้ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต ฉะนั้นเพื่อให้ตนเองไม่ถูกจำกัดสิทธิตามกฎหมาย..
หากท่านไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ก็ต้องรีบแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเสียแต่บัดนี้!
และที่ต้องรู้-ต้องจำ..ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ 2 สี บัตรสีเขียวเลือกตั้งผู้ว่าฯ บัตรสีชมพูเลือกตั้ง สก. บัตรแต่ละใบกาได้ 1 เบอร์เท่านั้น!
จะเลือกใครเอาตามใจชอบ-ใจรัก ไม่ต้องสนหรอกว่ามี “นโยบาย” อะไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาไม่รู้สักกี่ผู้ว่าฯ..
นโยบายที่หาเสียง..ขี้หมา (โกหก) ทั้งเพ!.
สันต์ สะตอแมน