โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCCปรับกลยุทธ์รับมือ “กติกาแข่งขันใหม่” ดึงจีนพันธมิตรร่วมทุนขยายตลาดอาเซียน-จีน

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

SCC เร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รับมือโลกผันผวนรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง และการรุกตลาดอาเซียนจีน ทำให้ธุรกิจเผชิญ”กติกาการแข่งขันใหม่”โดยวางกลยุทธ์ระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาว พร้อมดึงจีนเป็นพันธมิตรร่วมทุนเพื่อขยายตลาดเติบโตทั้งในและนอกอาเซียนรวมทั้งตลาดจีน ตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้จากจีนไม่เกิน 10%ใน5-10ปีข้างหน้า พร้อมศึกษาธุรกิจใหม่ อาทิ พลังงานสะอาด SMR

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)หรือ SCC เปิดเผยว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญความท้าทายสำคัญจากความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่ในประเทศจีน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน อัตราเงินเฟ้อในระดับสูง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาเซียน

ดังนั้นความผันผวนไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นบริบทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ผู้เล่นอย่างจีนกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอาเซียน ดังนั้นหากองค์กรใดต้องการเติบโตในระยะยาว จำเป็นต้องปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และสร้างขีดความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่นการรวมกลุ่มประเทศเพื่อสร้างฐานผลิตระดับภูมิภาค การใช้ Robotics & AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการผลิตต้นทุนต่ำ ควบคู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ

“ เรากำลังถึงทางแยก มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง โดยทุกคนกังวลเรื่องฮอร์มุซ ดูแล้วสันติภาพเปราะบาง ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันไม่หวือหวา เนื่องจากมีการใช้สำรองเชิงยุทธศาสตร์(Strategic Reserve) แต่ถ้าลากยาวนานถึงกันยายน ก็จะมีผลกระทบ ได้ อีกอย่างสินค้าจีนที่เข้ามาทุ่มตลาด เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขด่วน ซึ่งอุตสาหกรรมในยุโรปที่แย่ มาจากสินค้าจีนทุ่มตลาด ถ้าเราหรืออาเซียนไม่ทำอะไรเลย เราก็จะเหมือนยุโรป จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศมนกลุ่มอาเซียนต้องร่วมมือกัน ”

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าโอกาสสำคัญของโลกยุคใหม่อยู่ที่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก จากศักยภาพด้านจำนวนประชากร มูลค่าการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)เฉลี่ยที่ระดับ 4.7% โดยแต่ละประเทศในอาเซียนล้วนแต่มีจุดแข็งที่แตกต่างแต่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งนวัตกรรม ฐานการผลิตและส่งออกที่ได้เปรียบด้านต้นทุน กฎหมาย รวมทั้งแรงงานที่มีศักยภาพ

ขณะเดียวกัน 3 ปีนี้ จีนจะขยายการลงทุนออกนอกประเทศ จึงเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner)เพื่อเติบโตร่วมกัน

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับกฎกติกาการแข่งขันใหม่ SCCให้ความสำคัญกับการเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งในหลายมิติ ทั้งในระยะเร่งด่วน (ทำทันที) ด้วยการบริหารความเสี่ยงพลังงานและวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการรักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง ซึ่งทำให้บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ระยะกลาง ภายใน2ปี (ปี 2569 - 2570) เน้นการเชื่อมโยงศักยภาพการดำเนินงานระดับภูมิภาค (ASEAN Scale) ผ่านการประยุกต์ใช้ Robotics & AI และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับภูมิภาค การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค คาดว่าจะมีความชัดเจนในการร่วมทุนไตรมาส 3/2569

สำหรับในระยะยาว 3-5ปี(ปี 2569 เป็นต้นไป) บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจแห่งอนาคต การลงทุนในพลังงานสะอาด การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth"

“ แผนดำเนินการกลยุทธ์ระยะสั้น-กลาง-ยาว หากบริษัทไม่ลงทุนโครงการอีเทนป้อนLSP ที่เวียดนาม รายได้หายไปจากโครงการอีเทนที่จะช่วยประหยัดได้ประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ความเสี่ยงในช่วง 5-10 ปีข้างหน้ายังไม่นิ่ง ทำให้ทุกคนจะไม่พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า SCC อยู่ระหว่างพิจารณาร่วมทุนกับพันธมิตรจีนในระยะยาว เพื่อสร้างการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน นอกอาเซียนรวมถึงจีน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้และปีหน้า โดยความร่วมมือนี้มองทุกกลุ่มธุรกิจทั้งวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี แพคเกจจิ้ง และ Green Energy เป็นต้น พร้อมตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้ในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นไม่เกิน 10% ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า

สำหรับกรณีที่ SCGC ลดสัดส่วนการถือหุ้นสามัญใน PT Chandra Asri Pacific Tbk หรือ CAP ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (Indonesia Stock Exchange: IDX) โดยขายหุ้น 14.86% มูลค่ารวม 24,900 ล้านบาท ภายหลังการจำหน่ายเงินลงทุนไปจะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 15.71% โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้โครงการอีเทนใน LSP ที่เวียดนาม ประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 8พันล้านบาทนำไปลดหนี้ ลดดอกเบี้ยจ่ายต่อปีลง โดยSCGCยังไม่มีแผนขายหุ้น CAP ส่วนที่เหลือเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี บริษัทมั่นใจว่าโครงการLSP ที่หยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวหลังขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และรอโครงการอีเทนแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่จะต้องเร่งการดำเนินงาน คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้เร็วขึ้นหลายเดือน จากกำหนดเดิมปลายปี 70

ปัจจุบัน บริษัทมีการจัดหาวัตถุดิบปิโตรเคมีจากสหรัฐฯ อาฟริกา ทำให้ปัจจุบันโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ในประเทศไทยยังเดินเครื่องได้ตามปกติ ส่วนโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ที่หยุดเดินเครื่องไปก่อนหน้านี้ กำลังพิจารณาว่าจะกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนกรกฎาคมนี้

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...