เกาะประเด็นการเมือง จับตา เอพีไอ ‘อุ้มลูกเทพ’
ยังไม่มีสัญญาณในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้ว่า "นายไชยชนก ชิดชอบ" รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะตกเป็นเป้าโจมตีจากพรรคฝ่ายค้าน หลังพยายามผลักดัน "โครงการ TH-AI Passport" โดยระบุว่า ในเรื่องขั้นตอนรายละเอียด เป็นเรื่องของข้าราชการ ส่วนรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลเรื่องนโยบาย นั่นหมายความว่า ถ้าหากมีการนำโครงการของดีอี เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั่นหมายความว่า ข้าราชการประจำต้องรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายการเมือง
ด้าน "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมการประเมิน KPI รัฐมนตรีในการทำงาน 1 ปี ว่า ทุกคนต้องทำงานทุ่มเททุกอย่างให้กับรัฐบาล ประเทศและประชาชน ตรงนี้ไม่ต้องวัด KPI เพราะมีแต่ API หรือ อนุทิน PI เมื่อถามต่อว่าที่วางเกณฑ์การประเมินผลไว้ 1 ปีจะมีระยะเวลาเร็วกว่านั้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้วางอะไร และไม่มีกำหนดเวลา เพราะหากทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองเมื่อไหร่ ก็จะต้องพิจารณาแก้ไขในทันที ส่วนกรณีกระทรวงดีอี เจอกระแสหนักกับโครงการ TH-AI Passport นั้น ไม่เคยสนใจกระแส แต่สนใจแต่ความจริง และสิ่งที่เป็นประโยชน์ และให้ความมั่นใจได้ว่า สิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
เมื่อถามอีกว่าอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้มีกระแสเชิงลบกับกระทรวง นายกฯ กล่าวว่า นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คุยกันเป็นประจำ คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ส่วนกรณีกระทรวงดีอี เจอกระแสหนักกับโครงการ TH-AI Passport นั้น ไม่เคยสนใจกระแส แต่สนใจแต่ความจริง และสิ่งที่เป็นประโยชน์ และให้ความมั่นใจได้ว่า สิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
จับท่าทีหัวหน้ารัฐบาล ทั้งเรื่องการปรับ ครม. และประเมินการทำงานของรัฐมนตรี คงไม่ใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า โดยเฉพาะกระทรวงดีอี ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ “นายไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. ที่มารับหน้าที่เป็น รมว.ดีอี “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ยืนยัน สิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงการเตรียมพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 และพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ว่า พรรคมีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 1 สัปดาห์ ส่วนพ.ร.บ.โอนงบปี 2569 แม้จะมีเวลาใช้เงินเพียง 3 เดือน พรรคก็ให้ความสำคัญในการอภิปราย ซึ่งมีวงเงิน 10,300 ล้านบาท โอนไปอยู่ในงบกลาง ซึ่งจะนำไปใช้เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามไทย-กัมพูชา และต้องติดตามว่าจะอนุมัติให้ใช้อย่างไร ขณะที่บางหน่วยงาน หรือกระทรวง ได้รับงบเพิ่มอย่างน่าประหลาดใจ เช่น กระทรวงดีอีได้เพิ่ม 30% โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้รับงบเพิ่มมา 1 เท่าตัว หรือ 95% ที่จะต้องดูว่านำไปทำอะไรต่อ มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นโครงการภาคต่อของ TH-AI Passport หรือไม่
รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการจัด สส.ที่จะอภิปรายมีประมาณ 30 คน แบ่งเป็นรายประเด็น เช่น เรื่องพลังงานอาจจะคาบเกี่ยวแต่ละกระทรวงกัน จะไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาการคลัง การจัดเก็บรายได้ของนโยบายอุตสาหกรรม งบด้านสิ่งแวดล้อม และกองทัพ การกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตาม ขอรอเห็นรายละเอียดหัวข้องบประมาณก่อน ยืนยันว่าพรรค ปชน.ตรวจสอบเข้มข้นเช่นเดิม แม้ช่วงนี้จะมีความพยายามดิสเครดิตของพรรค ที่จะต้องตรวจสอบความคุ้มค่า และความเหมาะสมของงบประมาณ รวมถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน จึงอยากชวนประชาชนร่วมจับตาการอภิปรายงบประมาณในครั้งนี้
ที่น่าสนใจและอาจเกี่ยวข้องกับทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะ กมธ. พร้อมด้วยคณะ กมธ.กิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกมธ. รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าหารือตุลาการศาล รธน. เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในประเด็นการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถ้อยคำในคำวินิจฉัยที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง รธน.ได้
ทั้งนี้ จากการหารือ “ตุลาการศาล รธน.” ได้ให้ความเห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ไม่ได้เป็นประเด็นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน. แต่ข้อจำกัดอยู่ที่คณะ กมธ.ยกร่าง รธน. ไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากมีสภาหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่คัดเลือกคณะ กมธ.ยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถดำเนินการได้
นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรค ปชน.อาจนำประเด็นดังกล่าว กลับไปหารือภายในพรรค เพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างแก้ไข รธน.ได้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันจุดยืนเดิม ที่ต้องการให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% หลังได้รับความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่ "นายนรเศรษฐ์" กล่าวว่า ร่างแก้ไข รธน.ของ สว. ไม่ได้ขัดกับแนวทางที่ตุลาการศาล รธน.อธิบาย เนื่องจากกำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และทำหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการยกร่าง รธน. ส่วนคณะ กมธ.ยกร่างจำนวน 35 คน จะมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ก่อนเสนอให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน รับรองอีกชั้นหนึ่ง
สำหรับตุลาการที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายสราวุธ ทรงศิวิไล โดย นายนรเศรษฐ์ ย้ำว่า แม้ความเห็นที่ได้รับจะไม่ใช่คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการขององค์คณะตุลาการ แต่ถือเป็นคำอธิบาย ที่ช่วยให้สังคมและฝ่ายการเมืองเข้าใจขอบเขต
นั่นหมายความว่า รูปแบบการแก้ไข รธน. อาจเปิดทางให้มีการเลือก ส.ส.ร.ได้ เพียงแต่ว่าการหารือระหว่างตัวแทน กมธ.ของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร กับ ตัวแทนตุลาการศาล รธน. จะถือเป็นมติของศาล รธน.ได้หรือไม่ หากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ
ส่วนความเคลื่อนไหวในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสก. ด้าน "สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)" ขอความร่วมมือผู้สมัคร พรรคการเมือง สื่อมวลชน ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็น และประชาชน งดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สก. นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 69 จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 69
การกำหนดข้อห้ามดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจอย่างอิสระ ปราศจากอิทธิพลจากผลสำรวจความคิดเห็นที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
ขณะที่สองโพลที่น่าจะทำได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคน กทม.ในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) และร้อยละ 2.10 ระบุอื่นๆ
ส่วน “สถาบันพระปกเกล้า” เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง "เลือกตั้ง กทม. 69: ฐานเสียงการเมืองกับการเลือกผู้ว่าฯ" เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุดในหลายฐาน ได้แก่ พรรคประชาชน 45.4%, เพื่อไทย 42.1%, ภูมิใจไทย 54.4%, พรรคอื่น ๆ 52.3% และกลุ่มจำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ/ไม่ประสงค์ตอบ 30.8% ขณะที่ในฐานพรรคประชาชน “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ได้ 30.6% เป็นอันดับรองลงมา ส่วนฐานพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเลือก “อนุชา บูรพชัยศรี” สูงสุด 31.1% ตามด้วยผู้สมัครคนอื่น ๆ 25.8% และ “ชัชชาติ” 22.7%
ทั้งนี้ สนามผู้ว่าฯ กทม. ยังเป็นสนามที่ “ตัวบุคคล” มีน้ำหนักสูงกว่าสังกัดพรรคอย่างชัดเจน โดย “ชัชชาติ” ยังสามารถดึงคะแนนข้ามฐานพรรคได้หลายกลุ่ม แต่ฐานพรรคประชาชนและฐานประชาธิปัตย์ยังคงมีทิศทางเฉพาะของตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยมรวม แต่เป็นการแย่งชิงฐานคะแนนที่มีพฤติกรรมต่างกัน ในแต่ละกลุ่มการเมืองด้วย
นั่นหมายความว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันที่ 28 มิ.ย. 69 แทบไม่มีอะไรตื่นเต้น เพราะวันนี้ทั้งคอการเมือง และโพลทุกสำนักฟันธงว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” คือ ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป
"ทีมข่าวการเมือง"